Jan 3, 2021
The Process : 15 ปีที่อุทิศให้กับดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ของ KINGKONG / MARMOSETS

อะไรในดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำให้ปอนด์ (กฤษฎา วดีศิริศักดิ์) หรือ ที่เรารู้จักกันในนามว่าดีเจ Kingkong / Marmosets หลงใหล และใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีแขนงนี้ได้ยาวนานกว่า 15 ปี? นอกจากจะเป็นดีเจที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ Heineken Dj Spin ปี 2006 แล้วเขายังเป็น Producer เจ้าของค่าย Zoo Studio รวมถึงล่าสุดกับตำแหน่ง A&R ของ Warner Music

เชื่อหรือไม่ว่า “ดนตรี” เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อจิตใจของมนุษย์? ดนตรีสามารถแปรเปลี่ยนแปลง อารมณ์ ความรู้สึก คลายความเศร้าหมอง สร้างความสุข หรือแม้แต่รักษาอาการเจ็บป่วยของโรคได้อย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะช่วงวัยไหน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือวัยรุ่น ทุกความทรงจำที่เกิดขึ้นล้วนมี “ดนตรี” เข้ามาเกี่ยวกันร้อยเรียงให้เกิดเป็นอารมณ์ต่างๆ อาทิเช่น ความรัก ความเหงา หรือความรู้สึกต่างๆด้วยกันทั้งสิ้น 

 

#SneakTheStreet  –  The Process วันนี้เรามีโอกาส สนทนากับหนึ่งคนวงการดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ที่มากความสามารถ และมากประสบการณ์  ถ้าคุณเป็นคนที่คลุกคลีอยู่กับ Club หรือ Party Scene ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคุณอาจจะเคยได้ยินหรือเห็นชื่อ Kingkong หรือ Marmosets ผ่านหูหรือผ่านตามาบ้างก็คงจะไม่ใช่เรื่องแปลก หรือถ้าเกิดคุณเกิดทันในยุค 90’s คุณก็คงอาจจะเคยได้ยินเพลงของเขา อย่าง “ใจละเมอ” ในฐานะวง “ปลื้ม” มาแล้ว 

 

ปัจจุบันในฐานะ DJ , Producer , Party Promotor,  รวมถึง Music Director ให้กับ club ดังๆแล้ว ล่าสุด ปอนด์ (กฤษฎา วดีศิริศักดิ์) หรือ ที่เรารู้จักกันในนามว่าดีเจ Kingkong / Marmosets พึ่งเข้าไปรับตำแหน่ง Head of A&R (artist and repertoire) หรือหัวหน้าฝ่ายคัดสรรและพัฒนาศิลปิน ของ Warner Music  ได้เพียง 2 เดือน

ซึ่งในวันนี้ เรามีนัดกับเขาช่วงบ่าย ที่ Zoo Studio สถานที่ซึ่งเป็นเหมือนกับที่สร้างสรรค์ผลงานทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลังของศิลปิน และโฆษณามามากมาย ผมมาถึงตรงเวลาตามบ้านเลขที่ ที่ปอนด์พิมพ์ให้ไว้ในข้อความของ Facebook ผมกดกริ่ง ปอนด์ทักทายจากหน้าต่างชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องทำงานที่เขาเรียกมันว่า Zoo Studio และที่นั่นคือที่ที่เราจะนั่งสนทนากันถึง อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้เขา หลงใหลในกระบวนการ การทำงานในโลกแห่งเสียงดนตรีที่มีวงจรคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องให้กำเนิดอย่าง “ดนตรี อิเล็กทรอนิกส์

เลือกหัวข้อที่ต้องการอ่าน ซ่อน

อยากรู้ว่าจุดเริ่มต้นของคุณกับดนตรี มันมาเจอกันได้อย่างไร?

 

ตั้งแต่เกิดมาจำความได้ เราเห็นเห็นพ่อเล่น Keyboard แล้ว พ่อเป็นนักดนตรี หลังจากนั้นพ่อก็ได้เป็น Producer อยู่ที่ RS รวมถึงได้เป็น Live Director เวลาพ่อทำงาน พ่อก็จะพาเราไปด้วย ตอนเด็กๆ เราก็ได้เห็นอะไรเยอะ ได้ไปเห็นเบื้องหลังการทำ Concert ที่ MBK Hall ได้ไปห้องอัด เห็นพี่ป๊อบเดอะซันต่อกีตาร์อัด effect ต่างๆ ไปที่ค่ายเห็นปกศิลปินที่มี logo แตกต่างกันไปตามแต่ละชุด คือไปเห็นมาหมด นั่นเป็นจุดหนึ่ง ที่ทำให้มีซึมซับตรงนี้โดยไม่รู้ตัว 

 

แต่จุดเปลี่ยนที่เริ่มาเล่นดนตรีจริงๆคือ ม. 1 เราก็เหมือนกับนักเรียนทั่วไป เล่นก็ฬาก็ไม่ได้เล่น เรียนก็ไม่ได้ดี อยากมีตัวตน ที่น่าจดจำก็เลยไปขอพ่อให้สอนเล่นกีต้าร์ และช่วงนั้นก็มีเพื่อนบางคนเริ่มเล่นกีต้าร์โปร่งเลยไปขอแจมกับเค้า พอเล่นไปเรื่อยๆ ก็เริ่มตั้งวงกันในโรงเรียน ไปห้องซ้อมกัน พอได้เข้าห้องซ้อมก็ได้ลองเล่นเครื่องดนตรีหมดเลยทุกอย่าง เบส กลอง ช่วง ม.2 – ม.3 ก็เริ่มมันส์ ซ้อมจริงจังกันมากขึ้น ถึงแม้ว่าปีนึงจะได้เล่นครั้งเดียวก็เอา 

 

อย่างพวกเด็กเกเร ที่ชอบมีเรื่องชกต่อยในโรงเรียน พอเรามีกีตาร์ปั๊บ คนพวกนั้นอยากมาเป็นเพื่อนเราเลย สำหรับเรา ดนตรีมันเหมือนเป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้มีเพื่อน ได้เจอเพื่อนใหม่ต่างโรงเรียนในห้องซ้อม ทุกอย่างล้วนจากการได้เล่นดนตรี

แล้วตอนไหนที่ทำให้รู้สึกว่าอยากเป็นนักดนตรี?

 

เราก็เล่นดนตรีมาเรื่อยๆ ยิ่งเล่นยิ่งรู้สึกมันส์รู้สึกมันส์ พอขึ้นมัธยมปลาย ช่วง ม.5 – ม.6 เราและวงกระโถน(ชื่อวง) ก็ได้มีโอกาสไปประกวด hot wave music award ได้ไปเจอกับวงที่เก่งๆ มาจากต่างโรงเรียน จากต่างจังหวัด จากเราเคยอยู่ในโรงเรียนที่เราคิดว่าเป็นโลก แต่ตอนนี้เหมือนเราไปอยู่ในจักรวาล เพราะทุกโรงเรียนก็ต่างก็มีวงที่เก่งมาแข่งขันกัน 

 

หลังจากจบการประกวด  hot wave music award  วงที่เข้ารอบลึกๆหรือว่าได้รางวัลก็มีโอกาสไปคุยกับค่ายเพลงต่างๆ ซึ่งตอนนั้นพ่อของเราทำงานอยู่กับ RS Promotion เค้าก็ไม่ได้อยากให้เราไปอยู่ที่อื่นมาก ก็เลยโอกาสได้มาทำกับ RS ในฐานะศิลปิน ช่ือวงว่า  “ปลื้ม

แล้วตอนทำ “ปลื้ม” เป็นยังไงบ้าง?

 

สำหรับเราวงปลื้มเป็นช่วงเวลานึงของเรา ในตอนนั้นจริงๆเราก็รู้สึกว่าเรายังไม่ค่อยพร้อมเท่าไร ช่วงเวลาของการทำงาน ทำให้เราได้เห็นกระบวนการของศิลปินจริงๆว่าเค้าทำกันยังไง มีขั้นตอนของการทำเพลง ทำเพลงเสร็จก็ไปทัวร์  ตอนเราทำปลื้มอัลบั้มแรก เราได้ความสำเร็จก็จริง แต่มันมาจากงานที่เราไม่ได้ทำเองสักเท่าไร เพราาะมี มี producer แต่งเพลงให้ พอในอัลมั้มที่ 2 ถึงได้มีโอกาสได้ produce เองบ้าง และก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

 

ที่นั่นเป็นที่ที่เราได้ฝึกเป็นโปรดิวเซอร์ เป็นช่วงที่ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย ช่วงเรียนอยู่มหาลัย ปี 2-3 เราถูกอาจารย์เรียกไปคุย อาจารย์บอกว่าถ้าเกรดตกอีกเทอมหน้า จะโดนรีไทร์และ ให้เราเลือกระหว่างดรอป หรือเลิกทำงานและมาตั้งใจเรียน

 

ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่จบ อัลบั้มที่ 2 พอดี และเป็นจังหวะเดียวกับเพื่อนๆคนอื่นในวง ที่ก็มีปัญหาเรื่องเรียนเหมือนกัน ทำให้จากเด็กหลังห้อง ที่โดดเรียนเป็นประจำ กลับมาตั้งใจเรียน เพื่อจะได้ไม่โดนรีไทร์ และในที่สุดก็ทำได้

แล้วมาเริ่มรู้จักกับ ดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ หรือ เพลงอิเล็กทรอนิกส์ ได้อย่างไร?

 

ตอนเรียนอยู่ปี 4 ช่วงใกล้จะจบ ไปฝึกงาน ตอนนั้นก็ใกล้จะหมดสัญญากับ RS พอดี ก็เป็นจังหวะที่ได้ไปพบเจอกับเพลงอิเล็กทรอนิกส์จากร้านแผ่นเสียง พอได้เริ่มซื้อแผ่นเสียง จึงได้เห็นว่า electronic music มันเจ๋งว่ะ มันมีหลายแนวมีแบบ Trip hop,  Funk ,  Soul , Down Tempo ตอนแรกก็เริ่มจากเพลง Chill Out ก่อน เพราะช่วงเริ่มยุคปี 2000 จะเริ่มมีเพลง Chill Out  ที่ฮิตๆ เราก็สนุกก็เริ่มเก็บแผ่นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดเราก็ไปเจอพวก house พวก Drum and Bass (ดรัมแอนด์เบส) และแนวอื่นอีกมากมาย รวมถึงช่วงนั้นก็เริ่มซื้อพวก เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ แล้วด้วย

 

พอเราบ้า เพลงอิเล็กทรอนิกส์ มากขึ้นก็เริ่มไปดูตาม party เช่น Homebase, Sound Element ที่ Cafe De Moc และได้ไปดู Funky Gangster ด้วยที่ Bangkok Bar พอเริ่มชอบ electronic ก็เรียนจบพอดี ก็เลยเริ่มหัดทำเพลงไปด้วย มีช่วงนึงเราเคยทำ CD เพลง electronic music ไปเดินขายงาน Fat Festival ด้วยให้ DUCTSTORE ทำปกให้

แล้วชื่อ KINGKONG มาจากไหน แตกต่างกับ MARMOSETS ยังไง?

 

เราเริ่ม DJ ประมาณปี 2005 ตอนนั้นดีเจก็ต้องหาซื่อที่เป็น A.K.A (Also known as) ตอนเด็กๆ เพื่อนเราจะเรียกเราว่า Kingkong ก็เลยใช้ชื่อ Kingkong มาเรื่อยๆ ประกวด Heineken ก็ชนะมา โดยใช้ชื่อ Kingkong มาตลอด โดยแนวเพลงหลักที่เราเล่นคือ Drum & Bass ส่วน Marmosets เกิดขึ้นหลังจากที่เราใช้ชื่อ Kingkong มาเป็น 10 ปี ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ House & Techno มีคนฟังเยอะขึ้น ประจวบกับเป็นตอนที่เราสนใจเครื่อง Modular Synth และชอบเล่น Live พอดี เราจึงตัดสินใจที่จะแยกชื่อออกมาให้ชัดว่า Mamosets จะเป็นศิลปินที่เล่นอีกแนวนึงไปเลย

ดีเจในมุมมองของคุณ มีหน้าที่อะไร?

 

สำหรับเราดีเจมันไม่ใช่แค่คนเปิดเพลง สำหรับเรา ดีเจคือ producer ของคืนนี้ แต่เป็นการ produce vibe หรือสร้างบรรยากาศใน club ขึ้นมา 

ยกตัวอย่างเวลาจะไปเล่นงานงานนึง การวาง intro 2-3 เพลง เชื่อไหมว่าเราจริงจังขนาดคิดเป็นวัน จะคิดลึกๆไว้ และนอกเหนือจากการคิดแล้ว คือเราต้องอ่านคนไปเรื่อยๆ เราอาจจะให้เตรียมเพลงมาจากบ้านแล้ว แต่ถ้าเพลงที่เตรียมมามันไม่เวิร์ค เราก็ต้องรู้จักปรับแผน สำหรับเราดีเจ ควรเป็นทั้งผู้กำกับเป็นทั้งนักแก้สถานการณ์ 

บางทีเพลงนี้สนุกมาก แต่ถ้าเราเลือกเล่นผิดเวลา ก็พังเลยนะ หรือถ้ามันพัง floor แตกคนเดินไปซื้อเครื่องดื่ม คนเดินไปสูบบุหรี่ ทำยังไงให้คนกลับมาใหม่ หรือเล่นเพลงสนุกติดกัน 3  เพลงแล้วคนยังไม่พอ เราก็ต้องหาเพลงมาใส่ให้ทัน สุดท้ายเราก็ต้องรู้จักเพลงเราให้มากพอ และเตรียมให้พร้อมที่สุด ที่จะรับมือกับคนที่มาดูเราให้ได้

 

สิ่งที่เราชอบของการเล่นดีเจคือ การเตรียมตัว การมีเพลงเจ๋งๆให้คนอื่นได้ฟัง และพอฟังแล้วคนอินกับเราด้วย นี่คือสิ่งที่เราได้จากการดีเจ เรื่องดีเจคือการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ต่อให้เราอ่านคนเป็น เล่นได้เก่ง แต่มันก็จะมีตัวแปลอีก คือ เทรนด์ หรือเพลงใหม่ ตัวอย่างเช่น ยุคนี้เป็นยุคที่คนชอบเพลงดิสโก้ (Disco) และเราไม่เล่นดิสโก้เลย เราจะเล่นยังไงให้คนที่ชอบ disco ฟัง ซึ่งเราก็อาจจะไปเลือกเพลง old school house มาเล่นแทน คือก็เป็นเรื่องที่เราเอาไว้ใช้พัฒนาตัวเองตลอด

 

สุดท้าย สิ่งที่เราได้จากประสบการณ์จากการดีเจ มันเป็นเรื่องของจิตวิทยาการอ่านคน การที่เราจะทำให้คนอยู่ฟังเพลงของเรา 2-3 ชั่วโมง มันจะต้องมีเรื่องราวที่ดี ที่สะกดใจคน พอมารู้แบบนี้ยิ่งหลงใหลเลย มันเหมือนกับการเล่าเรื่อง ใน set หนึ่งคืน เรานั่นคือจุดเปลี่ยนให้เรามอง ดีเจใหม่เลย หลังจากที่รู้เรื่องจิตวิทยาการอ่านคน

Tempo / Tempology Festival มาได้อย่างไร ?

 

ประมาณช่วงปี 2013 เป็นยุคที่ Magazine ผันตัวมาทำ Online กันเยอะ แล้วเราทำปาร์ตี้ ทำเพลงอยู่แล้ว แต่ไม่ค่อยมีช่องทางในการกระจายข่าว ก็เลยคุยกับเพื่อนๆ ว่าทำไมไม่มีเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าว เทรนด์ แฟชั่นที่มันเกี่ยวกับ Club Scene ก็เลยคุยกับบิว ก็เลยโทรไปหาพี่เจต Shuffix สักพักพี่หมี Funky Gangster ก็อยากหุ้นด้วย ก็เลยเปิดเว็บ Tempo Bkk เลย 

 

ช่วงแรกเราก็นำเสนอ ข่าว เพลงใหม่ เรื่องราวเกี่ยวกับ Party , Art, Fashion อะไรที่มันพอจะ สอดคล้องกับดนตรี Electronic Music ได้ ตอนนั้นเราทำไปสักพัก ก็หา Sponsor ปีแรกๆ ก็มี Red Bull มี Smirnoff ครบปีนึงก็คิดว่าจะจัดงานเปิดตัวเว็บ และครบรอบ 1 ปี เลยได้ชื่อมาว่า Tempology โดยเอาเพื่อนๆดีเจคนไทยมาเล่นทั้งหมด สรุปว่าพีค งานครั้งนั้นคนมาร่วมงาน 1,400 คน 

 

จากนั้น Tempo ก็เลยเป็นทั้ง Magazine ด้วย และทำ Event ด้วย และหลังจากนั้นก็มี project event มาให้เราทำ มี Tempo Live ถ่าย livestrem เอาดีเจไปเล่นที่หัวลำโพง มีโอกาสไปทำ Collaboration กับแบรนด์เสื้อผ้าด้วย มีทำ collab กับ Carhartt ไปคิดธีม Techno Visual ขึ้นมา และก็ปีนึงก็จะมีงานใหญ่ครั้งนึงคือ Tempology ที่จัดต่อเนื่องมาทุกปี จน 2 ปีหลังสุดนี้ไม่ได้จัด

 

เป็นเพราะเราเองนั่นแหละ พอคนเราเริ่มโตขึ้น มี 2 อย่าง ไม่เลิกเล่นกันไปเลย ก็ลึกลงไปเลย ซึ่งพอจัดคนก็จะคาดหวังให้มันใหญ่ขึ้น แต่ตัวเราเองกลับไม่ได้ชอบ เลยถอยลงมาทำงานที่เล็กลง และลึกขึ้น ซึ่งปัจจุบันสำหรับ Tempo เราก็ยังทำ Online Magazine อยู่ และทำ Event ใน Scale เฉพาะที่น่าสนใจ โดยไม่บังคับตัวเอง นั่นคือที่มาของ Raze

พอคนเราเริ่มโตขึ้น มี 2 อย่าง ไม่เลิกเล่นกันไปเลย ก็ลงลึกกันไปเลย

อะไรคือ Raze – Heavy Electronics Experience ?

 

หลังจากที่เราเริ่ม Mamosets เราก็อินกับเพลง Techno มาก เราเล่นทั้ง hardware / live / dj ช่วงนั้นก็จะได้ไปเล่นที่ Berlin ทุกปี มันสนุกมาก สนุกจนเราอยากจะย้ายไปอยู่ที่นั่นเลย พอได้ฟัง Techno แบบ rave , hard techno แล้ว ทำให้เราตั้งคำถามว่าเทคโนแบบหนักๆ ในบ้านเรายังไม่ค่อยมีใครเล่นเท่าไร แล้วถ้ามี จะทำยังไงให้คนมา ก็เลยคุยกับพี่โค (KOICHI SHIMIZU) ซึ่งตอนนั้นไปเรียนโมดูล่ากับเค้า พี่โคก็ไปเล่น Berlin บ่อย ชอบเพลงคล้ายๆกัน ซึ่งเค้าลึกกว่าเราอีก ก็เลยชวนกันมาทำงาน event ดนตรีหนักๆกันไหม เลยตั้งชื่อ RAZE ขึ้นมา โดยมีเรา พี่โค และเพชรจาก Duck Unit มาร่วมด้วย

 

Raze – Heavy Electronics Experience  คำว่า Heavy Electronics Experience มันหมายถึง ประสบการณ์ดนตรี อิเล็กทรอนิกส์หนักๆ รวมไปถึงมิติของ Noise คำว่า Raze ก็คือทำลายล้าง ใน Description ก็จะพูดถึงความเกรี้ยวกราด เพื่อที่จะอธิบายความเป็นเรา เพราะที่ผ่านมาเวลาเล่นเพลงเทคโนหนักๆ คนเดินออกเพราะอะไร เพราะเราไม่ได้บอกเค้าก่อนหรือเปล่า ว่าเราจะเล่นหนักๆ ก็เลยบอกตั้งแต่แรกไปเลย จัดครั้งแรก เวิร์ค คนมา 100 กว่าคน หลังจากนั้นก็จัดมาเรื่อยๆ ปีนึงประมาณ 3 ครั้ง

Music Scene ในประเทศไทยเป็นอย่างไรบ้างในมุมมองของ Kingkong?

 

เราอยู่ตรงนี้มาประมาณ 15 ปี เฉพาะ Electonic นะ ในมุมมองเรา มันดีขึ้นแน่นอน ที่เล่นมีให้เล่นเยอะแยะมากมาย คนฟังเปิดกว่าเมื่อก่อนเยอะ ทุกอย่างไปในทางที่ดีขึ้น แต่มีอยู่ 2 อย่างที่ไม่ค่อยพัฒนาเลยก็คือเรื่องบ้านเมืองที่เป็นอุปสรรค์มาก เรื่องเวลาปิด เรื่องเจ้าหน้าที่ ที่ไม่ให้ทำคอนเสริ์ต หรือ Festival 

 

ถ้าเกิดมองดีๆ Festival & Event มันคือกิจกรรมที่ช่วยประเทศเราเหมือนกันนะ มันทำให้การท่องเที่ยวดี มันทำให้ศิลปะวัฒนะธรรมมันดีขึ้น แต่ทุก festival ในทุกวันนี้ก็ยังมีปัญหานั้น ไม่ใช่แค่สำหรับดนตรี Electronic นะ คอนเสิร์ตเพลงร็อค เพลงป๊อบ ก็ยังโดน ประเทศอื่นเค้าส่งเสริมด้วยซ้ำ เค้าไม่ได้มาห้าม หรืออยู่เฉยด้วยนะ คุณจะจัด Music Festival ใช่ไหม ค่าทำ Festival สมมุติ 10 ล้าน รัฐบาลช่วยเลย 5 ล้าน เพราะ festival ดี การท่องเที่ยวก็จะดี ประเทศเพื่อนบ้านก็จะมา ธุรกิจโรงแรมก็ขึ้น ขายอาหาร จองโรงแรมก็ดีขึ้น เขต หรือจังหวัดที่จัด  Festival ก็เจริญขึ้นได้อีก 

 

แต่ประเทศเรา เราก็ไม่รู้จริงๆว่าตื้นลึกหนาบางเป็นยังไง การจัด Event / Festival มันมักจะมีปัญหากับเจ้าหน้าที่เสมอ เลยคิดว่าตรงนี้มันไม่ได้พัฒนาสอดคล้องไป

 

เราพึ่งไปงาน Bangkok Music City มานะ ได้ฟังคนใน industry หลายคนพูด ปัญหาที่เรากำลังพูดให้ฟัง มันคือปัญหาเดียวกับที่ทุกคนพูด ว่าเกิดสิ่งนี้ขึ้นมันทำให้เราเคลื่อนที่ได้ช้าลง ทั้งที่บ้านเราเป็นเมืองที่ประเทศอื่นเริ่มมามอง ในแง่การลงทุนทางด้านดนตรี เพราะประเทศไทยมีฐานคนฟังเพลงเยอะขึ้น วงดนตรี Indy ในยุโรป ในเอเชีย หรือศิลปินในต่างประเทศ ก็ได้ฐานคนฟังจากบ้านเราเยอะมาก

 

อีกสิ่งหนึ่งคือ คนไทยส่วนใหญ่ เราหมายถึงคนทั่วไป ยังไม่ค่อยสนใจศิลปิน และ support ศิลปินเท่าที่ควรจะเป็น  ศิลปินในประเทศเลยเป็นอาชีพที่อยู่ยาก ถ้าเราไม่ใช่ศิลปินที่ดังมาก ก็อาจจะอยู่ไม่ได้  อาจจะต้องมีอาชีพเสริม  หรืออาจจะเป็นเรื่องของค่าบัตร 500 บาท ที่คนไม่ยอมจ่าย เพื่อเข้าไปดูคอนเสิร์ตดีๆ เมื่อเทียบกับเมืองนอกที่คนยอมจ่ายเพื่อ support ศิลปิน

 

แล้วคนฟังเพลงเปลี่ยนไปบ้างไหม?

 

เราว่า Scene ของดนตรี Eletronic เปลี่ยนไป 3 รุ่นแล้วมั้ง Scene มันเปลี่ยนทุกๆ 5 ปี เปลี่ยนไปด้วย อายุ เวลา คนที่มาเที่ยว ก็แก่ หรือมีอายุมากขึ้น มีครอบครัว มีภาระกิจที่จะต้องไปทำงาน ไม่ได้มาเจอกันเหมือนเมื่อก่อน  คนอายุ 40 น้อยคน ที่จะยังมาอยู่ใน club scene ซึ่งก็เป็นไปตามธรรมชาติ รุ่นต่อไปก็มา คนที่จะมาเที่ยวก็จะอายุ 20 ต้นๆ ไปจนถึง 35-38 ก็จะน้อยลงตามอัตราส่วน 

 

คนเราไม่อยู่ที่เดิม ทุกคนก็เปลี่ยนแปลง จากที่เคยฟังเพลงบนวิทยุ ก็เริ่มฟังเพลงลึกมากขึ้น เริ่มไปฟัง jazz บางคนก็ไปฟัง electronic และก็เริ่มไปเที่ยว concert electronic ก็เปลี่ยนไป และอีกเรื่องก็คือ trends 

การแสดงออกของคนแต่ละยุคก็ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่าง ยุคที่  Boiler Room เข้ามา เราก็จะเห็นว่าเด็กๆจะมาเที่ยว club scene เยอะขึ้น เพราะ Boiler Room ก็จะมีอิทธิพลกับ club scene พอสมควร

อยากให้เล่าถึง A&R artist and repertoire ฝ่ายคัดสรรและพัฒนาศิลปินของ Warner Music หน่อย?

 

ตอนนี้อาชีพเราก็เป็น Head of A&R (artist and repertoire) ที่ Warner Music ตำแหน่งนี้คือชื่อมันก็คือ ฝ่ายคัดสรรและพัฒนาศิลปินของ เป็นตำแหน่งที่จะคอยหาศิลปินใหม่ และคอยพัฒนาศิลปินเก่า คอยช่วยเป็นเหมือนทั้งผู้ดูแล creative เพื่อนคู่คิด ช่วยดูด้วย หลักๆเราจะอยู่กับศิลปินตั้งแต่ 1 จนถึง 10 

 

สมมุติว่าวงดนตรีนึงจะทำเพลงใหม่ในค่าย ก็จะเริ่มตั้งแต่ช่วยคิดหรือวาง concept ของเพลงนั้น ไปยัง part ของ Creative ,  Marketing , Key visual , จนถึงวันออก,  โชว์ และ concert ต่างๆ แต่ทั้งหมด เราไม่ต้องไปเป็น producer หรือ นั่งออกแบบปกให้เค้าเอง แค่ช่วยดูแลภาพรวมทั้งหมด และช่วยประกบกับ designer ผู้กำกับ ซึ่งก็พึ่งเข้ามาทำงานตรงนี้ได้ 2 เดือน

 

ตอนทำงาน เราก็จะคล้ายๆกับเป็นหนึ่งในสมาชิกของวง ต้องมานั่งวิเคราะห์กันว่าเป้าหมายของวง และค่าย มันสามารถไปด้วยกันไหม เริ่มจากเพลงก่อน trend ปีนี้เป็นยังไง ฐานแฟน ชอบเพลงแนวนี้เยอะจริงไหม ซึ่งเอา data มาวิเคราะห์กัน แต่ท้ายสุดก็ไม่มีใครตอบได้ ว่าเพลงนี้จะดังไม่ดัง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องทำให้ดีที่สุดตามที่วางแผนไว้ อะไรไม่ดีก็ต้องหลีกเลี่ยง

 

พอเพลงเสร็จ skill อีกอันที่เราจะได้ใช้คือ การมองเห็นภาพ เราฟังเพลงเราเห็นภาพของ poster แล้ว เราเห็นภาพของ MV แล้ว ก็จะไปคุยกับวง ถ้าเห็นด้วยก็ไปหาผู้กำกับคนนี้กัน มันมีหลายกลุ่มคนที่ไม่ได้รู้จักเรา หรือแม้กระทั่งศิลปินบางคนก็ไม่ได้รู้จักเรา 

 

A&R ที่ดีต้องมี attitude ที่ดี ต้องมีความเชื่อในศิลปิน มองว่าศิลปินคนนี้จะอยู่ในวงการระยะยาวได้ ยกตัวอย่างที่ทุกคนน่าจะเห็นได้ชัดคือ พี่ปู พงษ์สิทธิ์ คําภีร์ คนยุคก่อนก็ชื่นชอบ เด็กยุคใหม่ก็ยังยอมรับ

 

คุณคิดว่าค่ายเพลงจำเป็นอยู่ไหมสำหรับศิลปินในยุคนี้?

 

ตอบได้ว่า ทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น ขึ้นอยู่กับว่าศิลปินคนนั้นต้องการ support อะไรไหมจากค่าย กับเป้าหมายที่ศิลปินตั้งไว้ ทำคนเดียวไหว หรือไม่ไหว สุดท้ายถ้าศิลปินคนนี้ตั้งเป้าไว้ในขอบเขตุที่ คนเดียวสามารถทำได้ ค่ายเพลงก็ไม่จำเป็น แต่ถ้าศิลปินมองว่า ถ้าต้องการ support หลายอย่าง ค่ายเพลงก็อาจจะจำเป็น เช่น “ทุน” เพราะค่ายเพลงอย่างแรกเลย จะต้องมีทุนให้ทำ MV กับ Production อยู่แล้ว 

 

ไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับค่าย แต่เค้าก็คาดหวังอะไรตอบแทน ไม่ได้หมายถึงเงินด้วยนะ อาจจะไม่ได้ให้เงิน แต่อาจจะให้แบรนดิ้ง อาจจะไม่มีใครชอบเพลงวงนี้เลย แต่ขายโชว์ได้ หรือวงที่ไม่มีเพลงฮิตเลย แต่ขายโชว์ได้ 

 

นอกเหนือจากนี้ยังมีเรื่องของการทำ PR หรือ Marketing อีก ซึ่งศิลปินหลายคนที่มีเป้าใหญ่ และประสบความสำเร็จแล้ว ต้องมีทีมงานคอยช่วยเหลือ เพราะเมือ project มันใหญ่ มันทำคนเดียวไม่ได้หรอก

 

แต่อย่างมุมเราในฐานะ A&R เราจะพอมองออก ว่าใครจำเป็นหรือไม่จำเป็นต้องมีค่าย อย่างบางคน เราอยากชวนมาอยู่ค่าย แต่พอเราไปนั่งคุยกับเค้า เราก็เห็นว่าเค้าไม่จำเป็นต้องมีค่าย บางคนมี Concept ที่แข็งแรง มีการ Marketing ตัวเองที่แหวกแนวและแปลกใหม่ ซึ่งการอยู่กับค่ายอาจะต้องผ่านระบบหลายอย่าง มันอาจทำให้การทำงานแบบนั้นไม่คล่องตัวเท่าทำเอง

 

มีหลายวงที่เราได้ไปนั่งคุย เราไปคุยเพื่อทำความรู้จัก ขอเป็นเพื่อน ขอเป็นพันธมิตรทางดนตรีเท่านั้นเอง ก่อนจะชวนใครมาทำงานเพลงด้วยกัน เราอยากรู้จักกันก่อน รู้จักนิสัยใจคอ รู้จัก Attitude ก่อน ว่าเราพอจะทำงานด้วยกันได้ไหม เพราะวันที่เราเริ่มทำงานด้วยกันจริงๆแล้ว มันเหมือนทีม มันเหมือนครอบครัว เหมือนแฟน เหมือนเพื่อนสนิท ผมว่า Attitude มันสำคัญมาก

ติดตามผลงานของ Kingkong & Marmosets ได้ที่
RA Profile | Facebook | Instagram | Beatport | Soundcloud

Text & Photo by Ballisticone

featured on Sneak
ประวัติวง “Daft Punk” จากคำดูถูก สู่คำว่าสำเร็จ

อยู่ ๆ ก็มีข่าวที่ทำให้แฟนเพลงทั่วโลกต้องตกอยู่ในอาการช็อคไปตาม ๆ กัน เมื่อวงอิเล็กทรอนิกส์ดูโอ้ระดับตำนานอย่าง Daft Punk ประกาศแยกทางกัน หลังร่วมสร้างตำนานทางดนตรีมาเนิ่นนานกว่า 28 ปี

The Process : 15 ปีที่อุทิศให้กับดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ของ KINGKONG / MARMOSETS

อะไรในดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำให้ปอนด์ (กฤษฎา วดีศิริศักดิ์) หรือ ที่เรารู้จักกันในนามว่าดีเจ Kingkong / Marmosets หลงใหล และใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีแขนงนี้ได้ยาวนานกว่า 15 ปี? นอกจากจะเป็นดีเจที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ Heineken Dj Spin ปี 2006 แล้วเขายังเป็น Producer เจ้าของค่าย Zoo Studio รวมถึงล่าสุดกับตำแหน่ง A&R ของ Warner Music

BAPE THAILAND เปิดตัวเว็บไซต์นำสินค้ามาลดราคาสูงสุดถึง 40%

ถ้าใครเคยไป BAPE Pirate Store ที่ฮ่องกงหรือญี่ปุ่น คงพอจะนึกถึงบรรยากาศที่คุณจะได้เป็นเจ้าของสินค้าของ BAPE ในราคาพิเศษ (ซึ่งปกติแล้วแบรนด์นี้แทบจะไม่ลดราคาเลย ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนก็ตาม ไม่ต่างกับแบรนด์เนม)

#MYBEERCONNECTIONS Chooseless 5-Day Journey

#MYBEERCONNECTIONS Chooseless 5-Day Journey
พบกับอีกหนึ่งมิติใหม่ของ Lifestyle ที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์แบบไม่รู้จบ

A BATHING APE POP UP STORE @SIAMDISCOVERY

ครั้งแรกกับที่แบรนด์สตรีทระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น A Bathing Ape หรือว่า BAPE® ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบของ Pop Up Store ใจกลางกรุงเทพฯ

#COPTHATKICKS : Stella McCartney X Adidas Stan Smith Sneakers รองเท้าผ้าใบที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

เมื่อ Stella McCartney ร่วมมือกับ Adidas หยิบรองเท้ารุ่น Iconic ของแบรนด์มาปัดฝุ่นใส่เทคโนโลยีในการตัดเย็บด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแบบฉบับของแบรนด์ Stella McCartney ที่ปราศจากการใช้หนังสัตว์อย่างสิ้นเชิงในรองเท้ารุ่นนี้

#SneakOut : Benjamin Joeseph Varney หนุ่มลูกครึ่งมาดเซอร์กับ fashion set หน้าหนาว

พบกับบทสัมภาษณ์นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี พร้อมชม Fashion Set ต้อนรับอากาศเย็น กับหนุ่ม เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี

ครั้งแรกในไทยกับงานเปิดตัว Installation Art สุดล้ำ SORAYAMA Space Park by AMKK AT Central Embassy

ครั้งแรกในเมืองไทยและเป็นที่แรกของโลก กับการคอลแลปส์ของสองศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างกัน แต่สร้างสรรค์ผลงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

#SneakOut: ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ สาวลุคเท่ห์ที่โด่งดังจากโลกออนไลน์มาสู่นักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้

มาทำความรู้จักกับเธอใน #SneakOut บทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพร้อมแฟชั่นเซ็ทมันส์ๆจาก BAPE THAILAND

#SneakOut : แชมป์​ นครินทร์ จรูญวิทยา หรือ Maiyarap เจ้าของรางวัลชนะเลิศจากรายการ The Rapper Season 2

บทสัมภาษณ์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนที่กำลังพยายามค้นหาตัวเอง

About

เว็บไซต์ SneakTheStreet ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายในการนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับ รองเท้าผ้าใบ, เครื่องแต่งกาย, ศิลปะ, ดนตรี และบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยเราหวังว่าจะมีส่วนร่วมในการอัพเดตข่าวสารและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับแฟชั่น และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้เกิดสังคมที่มีความเข้าใจวัฒนธรรมสตีทมากขึ้น ดังนั้น SneakTheStreet จึงเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นทั้งบทความและข่าวสารเกี่ยวกับวงการแฟชั่นทั่วโลก

Subscribe our newsletter