#SneakOut การเดินทางบนเส้นทางแร็ปเปอร์ของ “มาร์โค เมาเร่อ”

#SneakOut จะขอนำคุณไปพบเส้นทางชีวิตที่เลือกแล้วของ “มาร์โค่ เมาเร่อ” พี่ชายของนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “มาริโอ้ เมาเร่อ” ถึงสาเหตุของการตัดสินใจเดินบนถนนสายแร็ปเปอร์ตลอดระยะเวลานับสิบปีที่ผ่านมา และพูดคุยถึงความรู้สึกต่อวงการฮิปฮอปเมืองไทยรวมไปถึงศิลปินอย่าง ILLSLICK, DENNIS THAIKOON และแร็ปเปอร์รุ่นใหม่อย่าง Rah Boy อีกทั้งผลงานใหม่ล่าสุดที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งคุณจะรู้จักกับเขามากขึ้นหลังจากอ่านบทสัมภาษณ์นี้

หลายคนเปรียบชีวิตเหมือนการเดินทางที่ต้องเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายอย่างไม่รู้จบ ซึ่งแต่ละคนนั้นต่างก็มีเส้นทางชีวิตที่เลือกเดินแตกต่างกันออกไป แต่ท้ายที่สุดแล้วจะมีสักกี่คนที่ก้าวข้ามอุปสรรคมากมายระหว่างทางและสามารถยืนในจุดที่เรียกว่าความสำเร็จนั้นได้อย่างเต็มภาคภูมิ

วันนี้เราจึงเดินทางมาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สถานที่ซึ่งเปรียบเหมือนกับจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางของใครหลายคน เพื่อพูดคุยกับแร็ปเปอร์คนหนึ่งผู้ทุ่มเทชีวิตให้กับการเดินทางบนถนนสายดนตรีมาอย่างยาวนานอย่าง “มาร์โค เมาเร่อ”

อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าแร็ปเปอร์หนุ่มผู้นี้คือพี่ชายของนักแสดงหนุ่มหล่อระดับแถวหน้าของเมืองไทย “มาริโอ้ เมาเร่อ” หรือถ้าหากคุณเป็นนักท่องราตรีคุณอาจจะคุ้นหน้าของเขาในฐานะ MC ที่มอบความสุขให้แก่ผู้คนตามสถานบันเทิงชั้นนำของเมืองไทย แต่น้อยคนที่จะทราบว่าแท้ที่จริงแล้วบทบาทสมมติที่ชายหนุ่มผู้นี้ต้องการให้ทุกคนจดจำกันมากที่สุดคือการเป็นแร็ปเปอร์ที่สร้างสรรค์ผลงานเพลงมาไม่น้อยกว่าสิบปี และในโอกาสนี้เราจึงอยากจะนำคุณไปรู้จักกับอีกมุมหนึ่งของชีวิต “มาร์โค เมาเร่อ” ท่ี่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อน

อยากให้ช่วยเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของคุณให้พวกเราฟังหน่อยว่าเริ่มรู้จักกับฮิปฮอปได้อย่างไร

เราเริ่มรู้จักเพลงฮิปฮอปมาตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว โดยเพลงแรกๆ ที่จำได้เลยว่าทำให้อินกับฮิปฮอปคือเพลง Lowrider ของ Cypress Hill ซึ่งเป็นเพลงที่เพื่อนเราเปิดให้ฟังตอนสมัยเรียนอยู่มัธยม แล้วยิ่งเราเป็นคนที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับคุณพ่ออยู่แล้ว เลยค่อนข้างเข้าใจความหมายของเพลงที่ศิลปินพยายามสื่อออกมา หลังจากนั้นเรากับเพื่อนที่ชอบฮิปฮอปก็จับกลุ่มเอาเพลงมาแบ่งปันกันและเริ่มต้นเขียนเพลงกันแบบเล่นๆ เรียกว่านับตั้งแต่ที่เริ่มรู้จักดนตรีแนวนี้ก็แทบจะไม่ฟังเพลงไทยอีกเลย

จนกระทั่งมาถึงช่วงมหาวิทยาลัยที่เราเลือกเรียนต่อที่คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัย ABAC ซึ่งถึอว่าเป็นช่วงที่เปิดโลกการฟังเพลงของตัวเราเลย เพราะการมาที่นี่ทำให้เราเริ่มเจอกับคนที่มีความชอบในดนตรีประเภทนี้เหมือนเรามากขึ้น ทำให้รู้จักกับเพื่อนที่เป็นคนผิวดำจริงๆ ซึ่งเขาก็แนะนำให้เรารู้จักกับศิลปินฮิปฮอปยุคเก่าอย่าง The Notorious B.I.G และ 2Pac คือย้อนกลับไปสมัยนั้นยังไม่มี Youtube การที่ใครสักคนจะหาเพลงแบบนี้ฟังได้ต้องมีความขยันหรือมีเงินมากพอจริงๆ

ตอนนั้นตัดสินใจไว้แล้วใช่ไหมว่าชีวิตนี้อยากจะเป็นแร็ปเปอร์

ตอนที่เลือกเรียนนิเทศศาสตร์นั้นเรายังไม่รู้ตัวเองเลยว่าอยากทำอะไร รู้แค่ว่าเราชอบศิลปะชอบวาดภาพและเล่นดนตรีได้นิดหน่อยเลยเลือกที่จะเรียนคณะนี้ แต่พอเริ่มได้รู้จักกับฮิปฮอปมากขึ้นเราก็เข้าใจทันทีว่าชีวิตต้องการอะไร ในช่วงสองปีแรกของการเรียนมหาวิทยาลัยนั้นเราใช้ชีวิตแบบฮิปฮอปเต็มตัวเลย คือทุ่มเทไปกับการฟังเพลง ฝึกเขียนเพลงด้วยตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น จนผลการเรียนเราค่อนข้างแย่ แต่เพราะเราเลือกแล้วว่าชีวิตอยากจะเอาดีทางนี้และอยากจะมีเพลงเป็นของตัวเอง

หลังจากนั้นคุณก็เปิดตัวอัลบั้มแรกของตัวเอง ?

โชคดีที่เราได้มารู้จักกับพี่ๆ ในค่าย N.Y.U. Club อย่างพี่ฟ้า F1 และ Dj Dig-it-all ที่เป็นดีเจและโปรดิวเซอร์ให้กับพี่ตั้ม (ดาจิม) ตั้งแต่เรายังเด็ก ซึ่งเขาเห็นแววว่าเราพอที่จะแต่งเพลงได้เขาเลยพยายามสอนเราในเรื่องการเขียนเพลง ตรงไหนที่เราเขียนออกมายังไม่ดีเขาก็แนะนำ จนผมมีอัลบั้มแรกของตัวเองออกมาในปี 2007 ร่วมกับน้องชายในชื่อ PsyCho & Lil Mario : Dem Crazy Boyz พอจบอัลบั้มแรกไปผมก็รู้สึกแฮปปี้แล้ว เพราะได้ลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่เราก็มีความคิดอยากทำอัลบั้มต่อไปให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะอัลบั้มแรกนี้เป็นการทดลองทำด้วยความรู้ที่เรามีและตามที่โปรดิวเซอร์แนะนำ แต่พอเราโตขึ้นเราก็อยากจะทำอัลบั้มต่อไปในแบบที่ชอบจริงๆ อย่างในอัลบั้มที่สองที่จะมาในแนวเพลง Trap และ EDM ซึ่งผสมความเป็นฮิปฮอปที่ผมชอบเข้าไป

แต่คนส่วนมากมักจะจำภาพของคุณในฐานะ MC มากกว่าการเป็นแร็ปเปอร์

เรามีโอกาสได้ทำหน้าที่ MC มานานแล้ว เพราะตอนที่ทำเพลงกับ N.Y.U. Club เราก็มีโอกาสที่ได้ขึ้นไปร้องเป็น Hype man ให้กับพี่ดาจิมแทนที่คนเก่าที่ออกไป ตอนนั้นเราก็ร้องไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไรแต่ย้อนกลับไปนั่นคือประสบการณ์ที่ดีมากครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ขึ้นเวทีร่วมกับศิลปินอันดับต้นๆ ของยุคนั้นตั้งแต่อายุแค่ประมาณสิบแปด

หลังจากหมดยุคของ ดาจิม เราก็มาเริ่มเขียนเพลงอัลบั้มสองอย่างจริงจัง แต่ช่วงนั้นเป็นยุคที่ดนตรีฮิปฮอปเริ่มเปลี่ยนไป ศิลปินอย่าง Pitbull เริ่มเข้ามาพร้อมกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกนำมาผสมผสานเข้ากับเพลงฮิปฮอปมากขึ้น ช่วงนั้นเราจึงเริ่มหันไปรับงานเป็น MC ด้วย ตามผับชื่อดังต่างๆ จนเราเป็นภาพจำว่าเราเป็น MC ซึ่งความจริงแล้วเราแร็ปและเขียนเพลงมาตลอด เพียงแต่เพลงเราเป็นภาษาอังกฤษ เวลาเอาไปร้องคนฟังก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่เราก็ยังคลุกคลีกับวงการนี้อยู่ตลอด

ทำไมคุณถึงเลือกที่จะทำแต่เพลงภาษาอังกฤษทั้งที่ภาษาไทยน่าจะเข้าถึงผู้ฟังได้มากกว่า

เพราะเรารู้สึกว่าภาษาไทยร้องยากและส่วนตัวถนัดกับเพลงภาษาอังกฤษมากกว่า ถ้าเราร้องเพลงภาษาไทยออกมามันอาจจะฟังดูตลกไปเลยก็ได้ อีกอย่างคนทำเพลงภาษาอังกฤษในบ้านเรามีไม่กี่คน เราเลยอยากทำเพลงออกมาเพื่อให้คนต่างชาติฟังได้เพราะภาษาอังกฤษถือเป็นภาษากลาง เราอยากนำเสนอว่าประเทศเราก็มีความเป็นแก็งสเตอร์ไม่ต่างกับที่อื่น ถึงแม้เมืองนอกที่ว่าโหดแต่เมืองไทยก็ไม่แพ้ใครเหมือนกัน อย่างย่านที่เราเติบโตมาก็เป็นตึกแถวธรรมดาแถวคลองเตย คือบ้านเราไม่ได้มีเงินทองมากมาย เพียงแต่น้องเราอาจจะโชคดีที่ได้ทำงานตรงนี้ และเขาเป็นคนขยันทำงานทุกคนเลยรักและเอ็นดู แต่ความจริงชีวิตวัยเด็กของเราก็เจอเรื่องแปลกๆ มามากเหมือนกัน เราเลยอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวตรงนี้ออกมาเป็นเพลง

เพลงของคุณคือการถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา ?

สำหรับเราเพลงเป็นเครื่องมือที่สะท้อนชีวิตของเราออกมาว่าเจออะไรมาบ้าง และสร้างสรรค์การนำเสนอออกมาให้น่าสนใจ อย่างล่าสุดที่เป็นข่าวว่าเราถูกจับ ตอนนั้นเราเครียดมากทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะห่วงว่าเราจะไปทำลายชื่อเสียงของน้องที่สร้างมา สุดท้ายก็ต้องเขียนเป็นเพลงออกมาเพื่อระบายความในใจ แต่เพลงนี้ยังไม่ได้ปล่อยออกมาให้ฟังกัน

เรามองว่าสมัยนี้เนื้อหาของเพลงไม่ค่อยเข้มข้นเท่าสมัยก่อนเลย ดูจากที่พวกแร็ปเปอร์ยุคปัจจุบันชอบพูดถึงแต่เรื่องผู้หญิง ความร่ำรวย และยาเสพติด ซึ่งทุกคนต่างพากันทำเพลงแนวนี้ออกมา แต่เราคิดว่าถ้าคุณรักในฮิปฮอปจริงๆ ก็ควรลองมองย้อนกลับไปในอดีตบ้างว่าสมัยก่อนเขาทำเพลงดีๆ อะไรกันออกมาบ้างและพูดถึงเรื่องอะไรกันไปแล้วบ้าง

อย่างตัวคุณเองในช่วงแรกก็ถือว่าฟังเพลงเยอะมากเลยใช่ไหม

ช่วงที่ทำอัลบั้มแรกเราก็ฟังเพลงย้อนกลับไปไกลมากไปจนถึงแนว Funk และ Soul ซึ่งมันมีข้อดีคือการเปิดโลกดนตรีของเรา นี่ขนาดเป็นแค่แร็ปเปอร์นะยิ่งถ้าเป็นพวกดีเจนี่ต้องศึกษาเยอะกวานี้อีกหลายเท่า แต่ที่บ้านเราฮิปฮอปมันยังไม่รุ่งมากในอดีตเพราะไม่มีความหลากหลาย เพลงในผับก็เปิดเหมือนกันไปหมด ดีเจเขาไม่ค่อยตั้งใจหาเพลงให้คนมาเที่ยวฟัง บางทีเพลงเมื่อ 5 ปีที่แล้วก็ยังใช้จะฟังอยู่ในสมัยนี้ เดี๋ยวนี้เราเลยหยุดเป็น MC แล้วด้วยเหตุผลนี้

ทุกวันนี้ศิลปินคืองานหลักของคุณเลยหรือเปล่า

ทุกวันนี้เราดูแลธุรกิจของที่บ้านเป็นงานหลัก ส่วนการทำเพลงนี้เรามองว่ามันเป็นงานอดิเรก แต่พอเอาเข้าจริงกลับใช้เวลาและจริงจังมากกว่างานหลักที่เราทำมาก เพราะเพลงฮิปฮอปเราต้องหมั่นฝึกฝนและหาเพลงใหม่ๆ ฟังอยู่ตลอดเวลาว่าปัจจุบันนี้เขาไปถึงไหนแล้ว เพราะเทคนิคต่างๆ มันถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรามองว่าฮิปฮอปมันเจ๋งตรงที่มีความแปลกใหม่ตลอด เหมือนกับอัลบั้มล่าสุดที่เราเอาแนว Trap กับ EDM มาผสมเข้าไว้ด้วยกัน และคิดว่ายังเป็นสิ่งที่ไม่มีคนทำ หลังจากอัลบั้มนี้แล้วผมจะกลับไปทำแนวแก็งสเตอร์บ้าง ซึ่งคาดว่าไม่น่านานน่าจะได้ฟังกัน เพราะเรามีเพลงที่ทำค้างไว้ในสต็อกเยอะมาก ตอนนี้กำลังเลือกอยู่ว่าจะเอาใครมาร่วมร้องในอัลบั้มนี้บ้าง

ตอนนี้มีศิลปินไทยรุ่นใหม่คนไหนที่คุณจับตามองเป็นพิเศษหรือเปล่า

ทุกวันนี้เราเน้นดูสัดส่วนการแร็ปเป็นหลักว่าแต่ละคนมีความน่าสนใจตรงไหนบ้าง คือทุกวันนี้เขาไปถึงไหนแล้ว แต่บางคนก็ยังร้องสัดส่วนเดิมๆ อยู่เลย ส่วนเรื่องของฟังไรม์หรือเนื้อร้องเป็นเรื่องรองลงมา อย่างแร็ปเปอร์ที่ร้องเพลงไทยแล้วใช้สัดส่วนได้ดีก็คงเป็น ILLSLICK กับ DENNIS THAIKOON ซึ่งสองคนนี้เป็นแร็ปเปอร์ไทยที่ชอบที่สุดแล้ว อีกคนก็คือ กอล์ฟฟักกลิ้ง ฮีโร่ ส่วนเด็กรุ่นใหม่ผมชอบ Rahboy เพราะเราก็ติดตามดูเขาจากรายการ Show Me The Money อยู่เหมือนกัน

มาคุยกันสักนิดถึงเรื่องแฟชั่นและการแต่งกาย โดยเฉพาะรอยสักของคุณที่มีความโดดเด่นมาก

เราเริ่มชอบการสักตั้งแต่เด็กแล้ว แต่คุณแม่เราดุมาก และท่านไม่ชอบเรื่องนี้เลย แต่เราดันไปอยู่ในสังคมที่ทุกคนมีรอยสักหมดยิ่งทำให้เราอยากเข้าไปใหญ่ จนถึงตอนที่คุณพ่อเสียชีวิตเราเลยตัดสินใจสักหน้าคุณพ่อไว้ที่แขนซ้ายหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องราวของคุณพ่อจากคำบอกเล่าขอท่านรวมไปถึงรูปถ่ายในอดีตเอามาผสมผสานเป็นลายสักอื่นๆ หลังจากนั้นเราก็สักเรื่องราวของตัวเองรวมไปถึงคุณแม่จนทุกวันนี้เกือบเต็มตัวแล้ว

ส่วนเรื่องแฟชั่นเราเป็นคนที่แต่งตัวแนวนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะเราชอบฟังเพลงฮิปฮอปดังนั้นสมัยก่อนเราก็จะเน้นใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่ๆ พอโตขึ้นจึงรู้แล้วว่าการใส่พอดีตัวนั้นแหละดีที่สุด แต่เราก็ยังรู้สึกอินกับของเก่าๆ บางชิ้นอยู่ซึ่งทุกวันนี้ก็ซื้อมาเก็บบ้าง อย่างแบรนด์โปรดของผมก็คือ BAPE ซึ่งชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเห็น Lil Wayne และแร็ปเปอร์อีกหลายคนใส่อยู่เป็นประจำอย่าง พอโตขึ้นมาเริ่มมีเงินเราก็ซื้อเก็บมาเรื่อยๆ เพราะชอบในความสวยและคลาสสิคของแบรนด์

กลับมาคำถามข้อสุดท้ายคิดว่าตอนนี้มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่มากแค่ไหน

ทุกวันนี้เราก็ยังแฮปปี้กับการทำเพลงอยู่ ถึงแม้จะแอบน้อยใจบ้างเหมือนกันที่เพลงของเราอาจจะมีคนฟังน้อย แต่เราก็เข้าใจว่าเราร้องเป็นภาษาอังกฤษซึ่งอาจจะเข้าถึงคนได้ยาก และคนส่วนมากยังติดภาพว่าเราเป็น MC รวมถึงเป็นพี่ชายของมาริโอ้ ซึ่งความจริงแล้วเราเป็นแค่คนที่ชอบทำเพลงคนหนึ่งและอยากให้คนจดจำในส่วนนี้ของเรามากกว่า

แม้ระยะเวลาที่ผ่านมาของมาร์โค่ในการเป็นแรปเปอร์อาจจะเรียกว่าความสำเร็จได้อย่างไม่เต็มปากนัก แต่เชื่อเถอะว่าในอีกหลายปีข้างหน้าคุณจะยังเห็นแร็ปเปอร์หนุ่มผู้นี้เดินหน้าทำในสิ่งที่ตนรักต่อไป เพราะสำหรับชายผู้นี้แล้วจุดชี้วัดความสุขของเขาอาจไม่ได้วัดจากชื่อเสียงเงินทองหรือยอดวิวในยูทูปหรือ แต่ความสุขของเขาอาจเป็นเพียงแค่การได้เดินทางตามเส้นทางที่ตนเองเลือกต่างหาก

ขอขอบคุณเสื้อผ้าจาก BAPE Store Bangkok
สอบถามรายละเอียดสินค้าหรือเป็นเจ้าของได้ที่

BAPE Store Bangkok
ห้างสรรพสินค้า The EmQuartier, Unit MC07, M Floor.
FB: BAPE Thailand
IG : bapethailand
Tel. +662-033-6640

Text by Farfar | Photo by Ballisticone

You may also like
featured on Sneak
ประวัติวง “Daft Punk” จากคำดูถูก สู่คำว่าสำเร็จ

อยู่ ๆ ก็มีข่าวที่ทำให้แฟนเพลงทั่วโลกต้องตกอยู่ในอาการช็อคไปตาม ๆ กัน เมื่อวงอิเล็กทรอนิกส์ดูโอ้ระดับตำนานอย่าง Daft Punk ประกาศแยกทางกัน หลังร่วมสร้างตำนานทางดนตรีมาเนิ่นนานกว่า 28 ปี

The Process : 15 ปีที่อุทิศให้กับดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ของ KINGKONG / MARMOSETS

อะไรในดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำให้ปอนด์ (กฤษฎา วดีศิริศักดิ์) หรือ ที่เรารู้จักกันในนามว่าดีเจ Kingkong / Marmosets หลงใหล และใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีแขนงนี้ได้ยาวนานกว่า 15 ปี? นอกจากจะเป็นดีเจที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ Heineken Dj Spin ปี 2006 แล้วเขายังเป็น Producer เจ้าของค่าย Zoo Studio รวมถึงล่าสุดกับตำแหน่ง A&R ของ Warner Music

BAPE THAILAND เปิดตัวเว็บไซต์นำสินค้ามาลดราคาสูงสุดถึง 40%

ถ้าใครเคยไป BAPE Pirate Store ที่ฮ่องกงหรือญี่ปุ่น คงพอจะนึกถึงบรรยากาศที่คุณจะได้เป็นเจ้าของสินค้าของ BAPE ในราคาพิเศษ (ซึ่งปกติแล้วแบรนด์นี้แทบจะไม่ลดราคาเลย ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนก็ตาม ไม่ต่างกับแบรนด์เนม)

#MYBEERCONNECTIONS Chooseless 5-Day Journey

#MYBEERCONNECTIONS Chooseless 5-Day Journey
พบกับอีกหนึ่งมิติใหม่ของ Lifestyle ที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์แบบไม่รู้จบ

A BATHING APE POP UP STORE @SIAMDISCOVERY

ครั้งแรกกับที่แบรนด์สตรีทระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น A Bathing Ape หรือว่า BAPE® ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบของ Pop Up Store ใจกลางกรุงเทพฯ

#COPTHATKICKS : Stella McCartney X Adidas Stan Smith Sneakers รองเท้าผ้าใบที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

เมื่อ Stella McCartney ร่วมมือกับ Adidas หยิบรองเท้ารุ่น Iconic ของแบรนด์มาปัดฝุ่นใส่เทคโนโลยีในการตัดเย็บด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแบบฉบับของแบรนด์ Stella McCartney ที่ปราศจากการใช้หนังสัตว์อย่างสิ้นเชิงในรองเท้ารุ่นนี้

#SneakOut : Benjamin Joeseph Varney หนุ่มลูกครึ่งมาดเซอร์กับ fashion set หน้าหนาว

พบกับบทสัมภาษณ์นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี พร้อมชม Fashion Set ต้อนรับอากาศเย็น กับหนุ่ม เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี

ครั้งแรกในไทยกับงานเปิดตัว Installation Art สุดล้ำ SORAYAMA Space Park by AMKK AT Central Embassy

ครั้งแรกในเมืองไทยและเป็นที่แรกของโลก กับการคอลแลปส์ของสองศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างกัน แต่สร้างสรรค์ผลงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

#SneakOut: ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ สาวลุคเท่ห์ที่โด่งดังจากโลกออนไลน์มาสู่นักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้

มาทำความรู้จักกับเธอใน #SneakOut บทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพร้อมแฟชั่นเซ็ทมันส์ๆจาก BAPE THAILAND

#SneakOut : แชมป์​ นครินทร์ จรูญวิทยา หรือ Maiyarap เจ้าของรางวัลชนะเลิศจากรายการ The Rapper Season 2

บทสัมภาษณ์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนที่กำลังพยายามค้นหาตัวเอง

About

เว็บไซต์ SneakTheStreet ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายในการนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับ รองเท้าผ้าใบ, เครื่องแต่งกาย, ศิลปะ, ดนตรี และบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยเราหวังว่าจะมีส่วนร่วมในการอัพเดตข่าวสารและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับแฟชั่น และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้เกิดสังคมที่มีความเข้าใจวัฒนธรรมสตีทมากขึ้น ดังนั้น SneakTheStreet จึงเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นทั้งบทความและข่าวสารเกี่ยวกับวงการแฟชั่นทั่วโลก

Subscribe our newsletter