#SneakOut การเดินทางบนเส้นทางแร็ปเปอร์ของ “มาร์โค เมาเร่อ”

#SneakOut จะขอนำคุณไปพบเส้นทางชีวิตที่เลือกแล้วของ “มาร์โค่ เมาเร่อ” พี่ชายของนักแสดงหนุ่มชื่อดัง “มาริโอ้ เมาเร่อ” ถึงสาเหตุของการตัดสินใจเดินบนถนนสายแร็ปเปอร์ตลอดระยะเวลานับสิบปีที่ผ่านมา และพูดคุยถึงความรู้สึกต่อวงการฮิปฮอปเมืองไทยรวมไปถึงศิลปินอย่าง ILLSLICK, DENNIS THAIKOON และแร็ปเปอร์รุ่นใหม่อย่าง Rah Boy อีกทั้งผลงานใหม่ล่าสุดที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งคุณจะรู้จักกับเขามากขึ้นหลังจากอ่านบทสัมภาษณ์นี้

หลายคนเปรียบชีวิตเหมือนการเดินทางที่ต้องเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ มากมายอย่างไม่รู้จบ ซึ่งแต่ละคนนั้นต่างก็มีเส้นทางชีวิตที่เลือกเดินแตกต่างกันออกไป แต่ท้ายที่สุดแล้วจะมีสักกี่คนที่ก้าวข้ามอุปสรรคมากมายระหว่างทางและสามารถยืนในจุดที่เรียกว่าความสำเร็จนั้นได้อย่างเต็มภาคภูมิ

วันนี้เราจึงเดินทางมาที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สถานที่ซึ่งเปรียบเหมือนกับจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางของใครหลายคน เพื่อพูดคุยกับแร็ปเปอร์คนหนึ่งผู้ทุ่มเทชีวิตให้กับการเดินทางบนถนนสายดนตรีมาอย่างยาวนานอย่าง “มาร์โค เมาเร่อ”

อย่างที่ทุกคนทราบดีว่าแร็ปเปอร์หนุ่มผู้นี้คือพี่ชายของนักแสดงหนุ่มหล่อระดับแถวหน้าของเมืองไทย “มาริโอ้ เมาเร่อ” หรือถ้าหากคุณเป็นนักท่องราตรีคุณอาจจะคุ้นหน้าของเขาในฐานะ MC ที่มอบความสุขให้แก่ผู้คนตามสถานบันเทิงชั้นนำของเมืองไทย แต่น้อยคนที่จะทราบว่าแท้ที่จริงแล้วบทบาทสมมติที่ชายหนุ่มผู้นี้ต้องการให้ทุกคนจดจำกันมากที่สุดคือการเป็นแร็ปเปอร์ที่สร้างสรรค์ผลงานเพลงมาไม่น้อยกว่าสิบปี และในโอกาสนี้เราจึงอยากจะนำคุณไปรู้จักกับอีกมุมหนึ่งของชีวิต “มาร์โค เมาเร่อ” ท่ี่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อน

Macro6

อยากให้ช่วยเล่าถึงชีวิตวัยเด็กของคุณให้พวกเราฟังหน่อยว่าเริ่มรู้จักกับฮิปฮอปได้อย่างไร

เราเริ่มรู้จักเพลงฮิปฮอปมาตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว โดยเพลงแรกๆ ที่จำได้เลยว่าทำให้อินกับฮิปฮอปคือเพลง Lowrider ของ Cypress Hill ซึ่งเป็นเพลงที่เพื่อนเราเปิดให้ฟังตอนสมัยเรียนอยู่มัธยม แล้วยิ่งเราเป็นคนที่ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับคุณพ่ออยู่แล้ว เลยค่อนข้างเข้าใจความหมายของเพลงที่ศิลปินพยายามสื่อออกมา หลังจากนั้นเรากับเพื่อนที่ชอบฮิปฮอปก็จับกลุ่มเอาเพลงมาแบ่งปันกันและเริ่มต้นเขียนเพลงกันแบบเล่นๆ เรียกว่านับตั้งแต่ที่เริ่มรู้จักดนตรีแนวนี้ก็แทบจะไม่ฟังเพลงไทยอีกเลย

จนกระทั่งมาถึงช่วงมหาวิทยาลัยที่เราเลือกเรียนต่อที่คณะนิเทศศาสตร์มหาวิทยาลัย ABAC ซึ่งถึอว่าเป็นช่วงที่เปิดโลกการฟังเพลงของตัวเราเลย เพราะการมาที่นี่ทำให้เราเริ่มเจอกับคนที่มีความชอบในดนตรีประเภทนี้เหมือนเรามากขึ้น ทำให้รู้จักกับเพื่อนที่เป็นคนผิวดำจริงๆ ซึ่งเขาก็แนะนำให้เรารู้จักกับศิลปินฮิปฮอปยุคเก่าอย่าง The Notorious B.I.G และ 2Pac คือย้อนกลับไปสมัยนั้นยังไม่มี Youtube การที่ใครสักคนจะหาเพลงแบบนี้ฟังได้ต้องมีความขยันหรือมีเงินมากพอจริงๆ

ตอนนั้นตัดสินใจไว้แล้วใช่ไหมว่าชีวิตนี้อยากจะเป็นแร็ปเปอร์

ตอนที่เลือกเรียนนิเทศศาสตร์นั้นเรายังไม่รู้ตัวเองเลยว่าอยากทำอะไร รู้แค่ว่าเราชอบศิลปะชอบวาดภาพและเล่นดนตรีได้นิดหน่อยเลยเลือกที่จะเรียนคณะนี้ แต่พอเริ่มได้รู้จักกับฮิปฮอปมากขึ้นเราก็เข้าใจทันทีว่าชีวิตต้องการอะไร ในช่วงสองปีแรกของการเรียนมหาวิทยาลัยนั้นเราใช้ชีวิตแบบฮิปฮอปเต็มตัวเลย คือทุ่มเทไปกับการฟังเพลง ฝึกเขียนเพลงด้วยตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น จนผลการเรียนเราค่อนข้างแย่ แต่เพราะเราเลือกแล้วว่าชีวิตอยากจะเอาดีทางนี้และอยากจะมีเพลงเป็นของตัวเอง

Macro5

หลังจากนั้นคุณก็เปิดตัวอัลบั้มแรกของตัวเอง ?

โชคดีที่เราได้มารู้จักกับพี่ๆ ในค่าย N.Y.U. Club อย่างพี่ฟ้า F1 และ Dj Dig-it-all ที่เป็นดีเจและโปรดิวเซอร์ให้กับพี่ตั้ม (ดาจิม) ตั้งแต่เรายังเด็ก ซึ่งเขาเห็นแววว่าเราพอที่จะแต่งเพลงได้เขาเลยพยายามสอนเราในเรื่องการเขียนเพลง ตรงไหนที่เราเขียนออกมายังไม่ดีเขาก็แนะนำ จนผมมีอัลบั้มแรกของตัวเองออกมาในปี 2007 ร่วมกับน้องชายในชื่อ PsyCho & Lil Mario : Dem Crazy Boyz พอจบอัลบั้มแรกไปผมก็รู้สึกแฮปปี้แล้ว เพราะได้ลงมือทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ แต่เราก็มีความคิดอยากทำอัลบั้มต่อไปให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะอัลบั้มแรกนี้เป็นการทดลองทำด้วยความรู้ที่เรามีและตามที่โปรดิวเซอร์แนะนำ แต่พอเราโตขึ้นเราก็อยากจะทำอัลบั้มต่อไปในแบบที่ชอบจริงๆ อย่างในอัลบั้มที่สองที่จะมาในแนวเพลง Trap และ EDM ซึ่งผสมความเป็นฮิปฮอปที่ผมชอบเข้าไป

แต่คนส่วนมากมักจะจำภาพของคุณในฐานะ MC มากกว่าการเป็นแร็ปเปอร์

เรามีโอกาสได้ทำหน้าที่ MC มานานแล้ว เพราะตอนที่ทำเพลงกับ N.Y.U. Club เราก็มีโอกาสที่ได้ขึ้นไปร้องเป็น Hype man ให้กับพี่ดาจิมแทนที่คนเก่าที่ออกไป ตอนนั้นเราก็ร้องไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดอะไรแต่ย้อนกลับไปนั่นคือประสบการณ์ที่ดีมากครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้ขึ้นเวทีร่วมกับศิลปินอันดับต้นๆ ของยุคนั้นตั้งแต่อายุแค่ประมาณสิบแปด

หลังจากหมดยุคของ ดาจิม เราก็มาเริ่มเขียนเพลงอัลบั้มสองอย่างจริงจัง แต่ช่วงนั้นเป็นยุคที่ดนตรีฮิปฮอปเริ่มเปลี่ยนไป ศิลปินอย่าง Pitbull เริ่มเข้ามาพร้อมกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งถูกนำมาผสมผสานเข้ากับเพลงฮิปฮอปมากขึ้น ช่วงนั้นเราจึงเริ่มหันไปรับงานเป็น MC ด้วย ตามผับชื่อดังต่างๆ จนเราเป็นภาพจำว่าเราเป็น MC ซึ่งความจริงแล้วเราแร็ปและเขียนเพลงมาตลอด เพียงแต่เพลงเราเป็นภาษาอังกฤษ เวลาเอาไปร้องคนฟังก็อาจจะไม่เข้าใจ แต่เราก็ยังคลุกคลีกับวงการนี้อยู่ตลอด

Macro2
Makro1 (1)

ทำไมคุณถึงเลือกที่จะทำแต่เพลงภาษาอังกฤษทั้งที่ภาษาไทยน่าจะเข้าถึงผู้ฟังได้มากกว่า

เพราะเรารู้สึกว่าภาษาไทยร้องยากและส่วนตัวถนัดกับเพลงภาษาอังกฤษมากกว่า ถ้าเราร้องเพลงภาษาไทยออกมามันอาจจะฟังดูตลกไปเลยก็ได้ อีกอย่างคนทำเพลงภาษาอังกฤษในบ้านเรามีไม่กี่คน เราเลยอยากทำเพลงออกมาเพื่อให้คนต่างชาติฟังได้เพราะภาษาอังกฤษถือเป็นภาษากลาง เราอยากนำเสนอว่าประเทศเราก็มีความเป็นแก็งสเตอร์ไม่ต่างกับที่อื่น ถึงแม้เมืองนอกที่ว่าโหดแต่เมืองไทยก็ไม่แพ้ใครเหมือนกัน อย่างย่านที่เราเติบโตมาก็เป็นตึกแถวธรรมดาแถวคลองเตย คือบ้านเราไม่ได้มีเงินทองมากมาย เพียงแต่น้องเราอาจจะโชคดีที่ได้ทำงานตรงนี้ และเขาเป็นคนขยันทำงานทุกคนเลยรักและเอ็นดู แต่ความจริงชีวิตวัยเด็กของเราก็เจอเรื่องแปลกๆ มามากเหมือนกัน เราเลยอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวตรงนี้ออกมาเป็นเพลง

เพลงของคุณคือการถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตที่ผ่านมา ?

สำหรับเราเพลงเป็นเครื่องมือที่สะท้อนชีวิตของเราออกมาว่าเจออะไรมาบ้าง และสร้างสรรค์การนำเสนอออกมาให้น่าสนใจ อย่างล่าสุดที่เป็นข่าวว่าเราถูกจับ ตอนนั้นเราเครียดมากทำอะไรไม่ถูกเลย เพราะห่วงว่าเราจะไปทำลายชื่อเสียงของน้องที่สร้างมา สุดท้ายก็ต้องเขียนเป็นเพลงออกมาเพื่อระบายความในใจ แต่เพลงนี้ยังไม่ได้ปล่อยออกมาให้ฟังกัน

เรามองว่าสมัยนี้เนื้อหาของเพลงไม่ค่อยเข้มข้นเท่าสมัยก่อนเลย ดูจากที่พวกแร็ปเปอร์ยุคปัจจุบันชอบพูดถึงแต่เรื่องผู้หญิง ความร่ำรวย และยาเสพติด ซึ่งทุกคนต่างพากันทำเพลงแนวนี้ออกมา แต่เราคิดว่าถ้าคุณรักในฮิปฮอปจริงๆ ก็ควรลองมองย้อนกลับไปในอดีตบ้างว่าสมัยก่อนเขาทำเพลงดีๆ อะไรกันออกมาบ้างและพูดถึงเรื่องอะไรกันไปแล้วบ้าง

Macro4
Macro3

อย่างตัวคุณเองในช่วงแรกก็ถือว่าฟังเพลงเยอะมากเลยใช่ไหม

ช่วงที่ทำอัลบั้มแรกเราก็ฟังเพลงย้อนกลับไปไกลมากไปจนถึงแนว Funk และ Soul ซึ่งมันมีข้อดีคือการเปิดโลกดนตรีของเรา นี่ขนาดเป็นแค่แร็ปเปอร์นะยิ่งถ้าเป็นพวกดีเจนี่ต้องศึกษาเยอะกวานี้อีกหลายเท่า แต่ที่บ้านเราฮิปฮอปมันยังไม่รุ่งมากในอดีตเพราะไม่มีความหลากหลาย เพลงในผับก็เปิดเหมือนกันไปหมด ดีเจเขาไม่ค่อยตั้งใจหาเพลงให้คนมาเที่ยวฟัง บางทีเพลงเมื่อ 5 ปีที่แล้วก็ยังใช้จะฟังอยู่ในสมัยนี้ เดี๋ยวนี้เราเลยหยุดเป็น MC แล้วด้วยเหตุผลนี้

ทุกวันนี้ศิลปินคืองานหลักของคุณเลยหรือเปล่า

ทุกวันนี้เราดูแลธุรกิจของที่บ้านเป็นงานหลัก ส่วนการทำเพลงนี้เรามองว่ามันเป็นงานอดิเรก แต่พอเอาเข้าจริงกลับใช้เวลาและจริงจังมากกว่างานหลักที่เราทำมาก เพราะเพลงฮิปฮอปเราต้องหมั่นฝึกฝนและหาเพลงใหม่ๆ ฟังอยู่ตลอดเวลาว่าปัจจุบันนี้เขาไปถึงไหนแล้ว เพราะเทคนิคต่างๆ มันถูกพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเรามองว่าฮิปฮอปมันเจ๋งตรงที่มีความแปลกใหม่ตลอด เหมือนกับอัลบั้มล่าสุดที่เราเอาแนว Trap กับ EDM มาผสมเข้าไว้ด้วยกัน และคิดว่ายังเป็นสิ่งที่ไม่มีคนทำ หลังจากอัลบั้มนี้แล้วผมจะกลับไปทำแนวแก็งสเตอร์บ้าง ซึ่งคาดว่าไม่น่านานน่าจะได้ฟังกัน เพราะเรามีเพลงที่ทำค้างไว้ในสต็อกเยอะมาก ตอนนี้กำลังเลือกอยู่ว่าจะเอาใครมาร่วมร้องในอัลบั้มนี้บ้าง

Macro8

ตอนนี้มีศิลปินไทยรุ่นใหม่คนไหนที่คุณจับตามองเป็นพิเศษหรือเปล่า

ทุกวันนี้เราเน้นดูสัดส่วนการแร็ปเป็นหลักว่าแต่ละคนมีความน่าสนใจตรงไหนบ้าง คือทุกวันนี้เขาไปถึงไหนแล้ว แต่บางคนก็ยังร้องสัดส่วนเดิมๆ อยู่เลย ส่วนเรื่องของฟังไรม์หรือเนื้อร้องเป็นเรื่องรองลงมา อย่างแร็ปเปอร์ที่ร้องเพลงไทยแล้วใช้สัดส่วนได้ดีก็คงเป็น ILLSLICK กับ DENNIS THAIKOON ซึ่งสองคนนี้เป็นแร็ปเปอร์ไทยที่ชอบที่สุดแล้ว อีกคนก็คือ กอล์ฟฟักกลิ้ง ฮีโร่ ส่วนเด็กรุ่นใหม่ผมชอบ Rahboy เพราะเราก็ติดตามดูเขาจากรายการ Show Me The Money อยู่เหมือนกัน

มาคุยกันสักนิดถึงเรื่องแฟชั่นและการแต่งกาย โดยเฉพาะรอยสักของคุณที่มีความโดดเด่นมาก

เราเริ่มชอบการสักตั้งแต่เด็กแล้ว แต่คุณแม่เราดุมาก และท่านไม่ชอบเรื่องนี้เลย แต่เราดันไปอยู่ในสังคมที่ทุกคนมีรอยสักหมดยิ่งทำให้เราอยากเข้าไปใหญ่ จนถึงตอนที่คุณพ่อเสียชีวิตเราเลยตัดสินใจสักหน้าคุณพ่อไว้ที่แขนซ้ายหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องราวของคุณพ่อจากคำบอกเล่าขอท่านรวมไปถึงรูปถ่ายในอดีตเอามาผสมผสานเป็นลายสักอื่นๆ หลังจากนั้นเราก็สักเรื่องราวของตัวเองรวมไปถึงคุณแม่จนทุกวันนี้เกือบเต็มตัวแล้ว

ส่วนเรื่องแฟชั่นเราเป็นคนที่แต่งตัวแนวนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เพราะเราชอบฟังเพลงฮิปฮอปดังนั้นสมัยก่อนเราก็จะเน้นใส่เสื้อผ้าตัวใหญ่ๆ พอโตขึ้นจึงรู้แล้วว่าการใส่พอดีตัวนั้นแหละดีที่สุด แต่เราก็ยังรู้สึกอินกับของเก่าๆ บางชิ้นอยู่ซึ่งทุกวันนี้ก็ซื้อมาเก็บบ้าง อย่างแบรนด์โปรดของผมก็คือ BAPE ซึ่งชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะเห็น Lil Wayne และแร็ปเปอร์อีกหลายคนใส่อยู่เป็นประจำอย่าง พอโตขึ้นมาเริ่มมีเงินเราก็ซื้อเก็บมาเรื่อยๆ เพราะชอบในความสวยและคลาสสิคของแบรนด์

Macro10
Macro9

กลับมาคำถามข้อสุดท้ายคิดว่าตอนนี้มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่มากแค่ไหน

ทุกวันนี้เราก็ยังแฮปปี้กับการทำเพลงอยู่ ถึงแม้จะแอบน้อยใจบ้างเหมือนกันที่เพลงของเราอาจจะมีคนฟังน้อย แต่เราก็เข้าใจว่าเราร้องเป็นภาษาอังกฤษซึ่งอาจจะเข้าถึงคนได้ยาก และคนส่วนมากยังติดภาพว่าเราเป็น MC รวมถึงเป็นพี่ชายของมาริโอ้ ซึ่งความจริงแล้วเราเป็นแค่คนที่ชอบทำเพลงคนหนึ่งและอยากให้คนจดจำในส่วนนี้ของเรามากกว่า

แม้ระยะเวลาที่ผ่านมาของมาร์โค่ในการเป็นแรปเปอร์อาจจะเรียกว่าความสำเร็จได้อย่างไม่เต็มปากนัก แต่เชื่อเถอะว่าในอีกหลายปีข้างหน้าคุณจะยังเห็นแร็ปเปอร์หนุ่มผู้นี้เดินหน้าทำในสิ่งที่ตนรักต่อไป เพราะสำหรับชายผู้นี้แล้วจุดชี้วัดความสุขของเขาอาจไม่ได้วัดจากชื่อเสียงเงินทองหรือยอดวิวในยูทูปหรือ แต่ความสุขของเขาอาจเป็นเพียงแค่การได้เดินทางตามเส้นทางที่ตนเองเลือกต่างหาก

Macro7

ขอขอบคุณเสื้อผ้าจาก BAPE Store Bangkok
สอบถามรายละเอียดสินค้าหรือเป็นเจ้าของได้ที่

BAPE Store Bangkok
ห้างสรรพสินค้า The EmQuartier, Unit MC07, M Floor.
FB: BAPE Thailand
IG : bapethailand
Tel. +662-033-6640

Text by Farfar | Photo by Ballisticone

You may also like
featured on Sneak
#COPTHATKICKS : Stella McCartney X Adidas Stan Smith Sneakers รองเท้าผ้าใบที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

เมื่อ Stella McCartney ร่วมมือกับ Adidas หยิบรองเท้ารุ่น Iconic ของแบรนด์มาปัดฝุ่นใส่เทคโนโลยีในการตัดเย็บด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแบบฉบับของแบรนด์ Stella McCartney ที่ปราศจากการใช้หนังสัตว์อย่างสิ้นเชิงในรองเท้ารุ่นนี้

#SneakOut : Benjamin Joeseph Varney หนุ่มลูกครึ่งมาดเซอร์กับ fashion set หน้าหนาว

พบกับบทสัมภาษณ์นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี พร้อมชม Fashion Set ต้อนรับอากาศเย็น กับหนุ่ม เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี

ครั้งแรกในไทยกับงานเปิดตัว Installation Art สุดล้ำ SORAYAMA Space Park by AMKK AT Central Embassy

ครั้งแรกในเมืองไทยและเป็นที่แรกของโลก กับการคอลแลปส์ของสองศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างกัน แต่สร้างสรรค์ผลงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

#SneakOut: ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ สาวลุคเท่ห์ที่โด่งดังจากโลกออนไลน์มาสู่นักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้

มาทำความรู้จักกับเธอใน #SneakOut บทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพร้อมแฟชั่นเซ็ทมันส์ๆจาก BAPE THAILAND

#SneakOut : แชมป์​ นครินทร์ จรูญวิทยา หรือ Maiyarap เจ้าของรางวัลชนะเลิศจากรายการ The Rapper Season 2

บทสัมภาษณ์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนที่กำลังพยายามค้นหาตัวเอง

#SneakOut : Junior กรวิชญ์​ หนุ่มไซส์เล็กผู้ที่มีสไตล์การแต่งตัวโดดเด่นและน่าติดตามที่สุดคนหนึ่ง

กรวิชญ์​ สูงกิจบูลย์ หรือจูเนียร์ หนุ่มหล่อเสียงดีผู้เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วจากเวทีระดับประเทศอย่าง The Star วันนี้เราจะมาพูดคุยกับเขาในมุมที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยฟังเขาเล่าที่ไหนและอัตเดทผลงานที่บ่งบอกตัวตนของเขาได้ชัดเจนที่สุด

Interview : สัมภาษณ์ Daboyway ถึงเพลงใหม่ล่าสุด และความคืบหน้าของ Album เดี่ยวแรกของเขา ภายใต้สังกัด Def Jam Thailand

Daboyway หนึ่งในสมาชิกวงฮิปฮอปสุดเก๋าอย่าง Thaitanium กำลังจะมี Album เดี่ยวแรกของตัวเองภายใต้สังกัด Def Jam Thailand แห่ง Universal Music Group ซึ่งเป็นค่ายที่อยู่เบื้องหลังและมีศิลปิน hip hop ร่วมสังกัดอยู่มากมาย อาทิเช่น Kanye West, Nas, YG, Pusha T, Fabolous วันนึงเราจึงขอนัดคุยกับ Daboyway เพื่อพูดถึงเรื่องเพลงใหม่ล่าสุด รวมถึงบทบาทอื่นๆในวงการ hip hop ที่กำลังจะเกิดขึ้นของเขา

#SneakOut : มุมมองและความรู้สึกที่มีต่อวงการฮิปฮอปในยุคปัจจุบันผ่านสายตาของ Khan Thaitanium

#SneakOut วันนี้จะพาคุณมาพูดคุยถึงความรู้สึกและมุมมองต่อวงการฮิปฮอปของบ้านเราในปัจจุบัน กับหนึ่งในแร็ปเปอร์มากฝีมือลำดับแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง “ขันเงิน เนื้อนวล” แร็ปเปอร์หนุ่มแห่งวง Thaitanium ผู้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการฮิปฮอปไทยนับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจวบจนถึงทุกวันนี้

บรรยากาศงานปาร์ตี้เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดของ Blackbarrett by Neil Barrett ที่ร้าน Upperground เมื่อคืนวันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ผ่านไปแล้วกับงานปาร์ตี้เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดของ Blackbarrett by Neil Barrett แบรนด์เสื้อผ้าที่เป็นผลงงานการออกแบบของ Neil Barrett ดีไซน์เนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษที่เคยร่วมงานกับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Prada และ Gucci มาแล้ว เมื่อช่วงเย็นของวันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

10 สุดยอดสนีกเกอร์ที่เราคิดว่าคือที่สุดในปี 2018 ที่ผ่านมา

ตลอดช่วงปี 2018 ที่ผ่านมาถือเป็นอีกหนึ่งปีที่วงการสนีกเกอร์ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าแบรนด์เล็กหรือใหญ่ต่างพากันสร้างสรรค์รองเท้าสุดพิเศษเพื่อออกมาเอาใจเหล่าสนีกเกอร์เฮดด้วยจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมามีรองเท้ารุ่นเด็ดออกมาสู่ท้องตลาดแทบนับไม่ถ้วน แต่ในบรรดาสนีกเกอร์หลายร้อยคู่ที่ออกวางจำหน่ายในปีที่แล้ว นี่คือรองเท้าที่ SneakTheStreet คัดมาแล้วว่าน่าสนใจมากที่สุดในปี 2018 ที่ผ่านมา

About

เว็บไซต์ SneakTheStreet ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายในการนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับ รองเท้าผ้าใบ, เครื่องแต่งกาย, ศิลปะ, ดนตรี และบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยเราหวังว่าจะมีส่วนร่วมในการอัพเดตข่าวสารและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับแฟชั่น และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้เกิดสังคมที่มีความเข้าใจวัฒนธรรมสตีทมากขึ้น ดังนั้น SneakTheStreet จึงเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นทั้งบทความและข่าวสารเกี่ยวกับวงการแฟชั่นทั่วโลก

Subscribe our newsletter