Mue Bon ศิลปินสตรีทอาร์ตผู้ส่งต่อแรงบันดาลใจสู่ผู้คนผ่านงานศิลปะบนท้องถนน

มาทำความรู้จักกับ MUE BON ศิลปินสตรีทอาร์ตระดับแถวหน้าของเมืองไทยผู้เชื่อมั่นและศรัทธาในการสร้างงานศิลปะเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจแก่ผู้คนบนท้องถนน ก่อนจะไปชมผลงานของเขาอย่างใกล้ชิดภายในงาน SIWILAI Fall/Winter 2018 พร้อมกับการเปิดตัว 2 คอร์เนอร์ใหม่ล่าสุดอย่าง STREET ALLEY และ THAIMADE ร่วมด้วยเอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ THE ONLY MARKET เป็นครั้งแรก

“ผมไม่รู้หรอกว่าศิลปะจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้หรือเปล่า แต่ศิลปะมันเปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปแล้วในตอนนี้”

หนึ่งในประโยคที่ บอน (Mue Bon) ศิลปินสตรีทอาร์ตระดับแถวหน้าของเมืองไทยอธิบายเราถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิตตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ที่เขาจับกระป๋องสีเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะบนท้องถนนด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาและมุ่งมั่น

ถึงแม้ว่าชื่อเสียงของ Mue Bon น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงคนรักศิลปะบ้านเรา แต่สำหรับคนทั่วไปน้อยคนนักที่จะทราบว่าเขาคือใครและมีผลงานอะไรที่น่าสนใจบ้าง แม้ว่าผู้ที่สงสัยนั้นอาจจะเคยเห็นผลงานของเขาผ่านตามาบ้างแล้วก็ตาม ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเพราะศิลปินหนุ่มผู้นี้เลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ และทุ่มเทกับงานศิลปะเช่นเดียวกับศิลปินกราฟฟิตี้ในสมัยก่อนที่เลือกจะหลบซ่อนอยู่ในมุมมืดของสังคม และแทบจะไม่เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงให้ใครรับรู้

แต่สิ่งที่เป็นเครื่องยืนยันว่าชื่อเสียงของเขานั้นยังตามหลังผลงานที่ประจักษ์อยู่มาก คือการที่ Mue Bon เป็นศิลปินไทยเพียงคนเดียวที่แบรนด์แฟชั่นระดับท็อปของโลกอย่าง Hermès  เชิญไปสร้างสรรค์ดิสเพลย์หน้าร้านที่กรุงเมลเบิร์นประเทศออสเตรเลีย ซึ่งถือเป็นความน่าภูมิใจทั้งสำหรับเขาเองและคนทำงานศิลปะบ้านเรามากเลยทีเดียว

ตลอดระยะเวลาเกือบสองชั่วโมงที่มีโอกาสได้พูดคุยกัน แทบไม่มีประโยคไหนเลยของเขาที่จะทำให้เราเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะทุกคำพูดของเขาล้วนกลั่นมาจากความเชื่อว่างานศิลปะจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของใครสักคนให้ดีขึ้นได้เช่นเดียวกับตัวเขาเองและนี่เรื่องราวตลอด 10 ปี บนเส้นทางศิลปะสู่การเป็นศิลปินสตรีทอาร์ตไทยที่ทั่วโลกให้การยอมรับของ Mue Bon

“สิ่งแรกที่ผมตั้งคำถามกับตัวเองทันทีหลังเรียนจบคือเราจะทำงานเป็นศิลปินในประเทศที่คนไม่สนใจศิลปะได้อย่างไร”

ก่อนอื่นช่วยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของคุณให้พวกเราได้ทราบกันหน่อย 

ผมเริ่มต้นจากศูนย์เพราะไม่มีต้นทุนหรือวัตถุดิบอะไรเลย ผมจบจากมหาวิทยาลัยที่ไม่มีใครรู้จักไม่มีรุ่นพี่รุ่นน้องหรืออาจารย์มาคอยช่วยเหลือ ในเมืองไทยถ้าคุณอยากเติบโตในวงการศิลปะคุณต้องมีคอนเนคชั่นที่คอยช่วยเหลือให้พื้นแสดงงานกับคุณ หรือมีคนแนะนำลูกค้าให้มาซื้อผลงานของคุณ แต่เรามีเพียงแต่ความคิดที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องความเข้าใจศิลปะของคนในประเทศนี้ สิ่งแรกที่ผมตั้งคำถามกับตัวเองทันทีหลังเรียนจบคือเราจะทำงานเป็นศิลปินในประเทศที่คนไม่สนใจศิลปะได้อย่างไร

คือผมเข้าใจนะว่าคุณทำงานมาเหนื่อยทั้งสัปดาห์วันหยุดคุณก็ต้องอยากจะออกไปพักผ่อนเดินซื้อของในห้างคงมีไม่กี่คนที่จะพาตัวเองไปดูงานศิลปะในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ผมเลยมองว่างานสตรีทอาร์ตมันจะเป็นตัวทำลายกำแพงกั้นระหว่างคนธรรมดากับงานศิลปะได้ ผมเลยคิดได้ว่าควรจะเอาเงินที่จะไปทำงานในแกลลอรี่เพื่อให้คนไม่กี่สิบคนดู สู้เราเอาเงินจำนวนนั้นมาทำงานบนถนนให้คนทั่วไปได้ดูจะดีกว่าไหม ซึ่งผมเชื่อว่าจะมีคนนับแสนคนที่จะเห็นผลงานตรงนั้น หลายคนเคยสงสัยว่าผมจะมาทุ่มเทเงินและเวลาเพื่อทำงานฟรีแบบนี้ทำไม  แต่สำหรับผมมันไม่ฟรีไงเพราะแค่เด็กสักคนได้เห็นงานของผมแล้วเกิดแรงบันดาลใจให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นแค่นี้ผมก็พอใจแล้ว

คุณรู้จักกับศิลปะประเภทนี้ได้อย่างไร

ผมเริ่มรู้จักกราฟฟิตี้เพราะวัฒนธรรมฮิปฮอปที่เข้ามาในเมืองไทยยุคนั้น ซึ่งศิลปะประเภทนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมดังกล่าวบวกกับเราชอบวาดรูปเป็นทุนอยู่แล้วด้วย จำได้เลยว่าวันที่เราย้ายบ้านแล้วมีห้องนอนเป็นของตัวเอง สิ่งแรกที่ทำคือเราพ่นผนังห้องของตัวเองก่อนเลยและนั่นคือกำแพงแรกๆ ที่มีโอกาสได้พ่น แต่พอมาศึกษาแบบจริงจังผมกลับมองว่างานกราฟฟิตี้ยุคนั้นมันเป็นถูกใช้เพื่อเป็นการแสดงตัวตนด้วยการพ่นชื่อกลุ่มหรือแก็งค์บนกำแพงเท่านั้น ทำให้เราหันไปสนใจศิลปะแขนงอื่นที่จะเข้าถึงคนได้มากกว่า แต่สุดท้ายพอเรามาถามตัวเองว่างานศิลปะของเราคืออะไร คำตอบคือการสื่อสารไปยังคนหมู่มากซึ่งสตรีทอาร์ตน่าจะตอบเรื่องนี้ได้ดีที่สุด ผมเลยหันมาทำงานบนถนนอย่างจริงจังและศึกษาจนรู้ว่ามันมีศิลปะประเภทนี้เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้สักพักแล้ว ยิ่งทำให้ผมหนักแน่นบนความเชื่อของตัวเองมากขึ้นไปอีก

กระแสตอบรับงานในยุคแรกเป็นอย่างไร

ช่วงแรกผมถูกตำรวจจับเป็นว่าเล่นเลย แต่ผมก็ยอมรับว่างานตัวเองตอนนั้นมันก็ไม่ได้ดีเท่าเพราะเรายังไม่ค่อยมีประสบการณ์ ทำไปก็ต้องคอยระแวงตำรวจมาจับหรือกลัวนักเลงเจ้าถิ่นและเจ้าของที่มาหาเรื่องบ้าง แต่พอมองย้อนกลับไปสิ่งเหล่านี้มันทำให้เราเก๋าเกมขึ้น เพราะเราทำงานอยู่บนถนนตลอดเวลาจริงๆ ผมเคยทำงานบนกำแพงในสมัยที่ไม่มีใครอนุญาตให้พ่นแน่ๆ ประมาณว่าขอไปก็เท่านั้นไปขอโทษทีหลังง่ายกว่า ซึ่งถ้างานเราออกมาดีส่วนใหญ่ก็แทบไม่มีปัญหาอะไรและเคลียร์จบทุกราย นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เราต้องพัฒนางานตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ

การทำสตรีทอาร์ตมันมีเสน่ห์ตรงที่เราจะได้เห็นอะไรที่หลากหลายมากบนท้องถนนทั้งคนที่มาให้ข้าวให้น้ำคุณ หรือคนที่มาพูดจาเหยียดหยามคุณ คุณต้องเก๋าพอที่จะรับกับความหลากหลายตรงนี้ให้ได้  

นานเท่าไรแล้วกับการเป็นศิลปินสตรีทอาร์ต

ถ้านับเฉพาะงานบนถนนที่ผมทำแบบถวายวิญญาณให้เลยก็น่าจะ 10 ปีได้แล้ว สำหรับผมแล้วสิ่งเดียวที่ทำให้ลมหายใจผมมีค่าคืองานศิลปะ คือคุณต้องมีมันต้องมีแพชชั่นสูงมากกับการที่จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับการไม่มีเงินในกระเป๋า ค่าไฟที่ค้างไว้ไม่ได้จ่าย เพราะเงินทั้งหมดที่หามาได้ต้องแบ่งไว้สำหรับซื้อสีมาทำงานบนถนน เรายอมไม่ซื้อเสื้อผ้าไม่ซื้อทุกอย่างเพื่อจะเก็บเงินไว้ทำงาน แต่มันรู้สึกสนุกไงตอนนั้นเพราะเราได้ตามหาสิ่งที่เรารักเพื่อตอบตัวเองว่าเราเชื่อและศรัทธาอะไร

ถ้าหากเราเปิดเผยตัวเองมานานกว่านี้เราน่าจะมีคนรู้จักและยอมรับกว่านี้มากเลย แต่เพราะยังศรัทธาการทำงานบนถนนอยู่ มันเป็นความชอบที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน ถึงแม้งานที่ทำมันจะผิดกฎหมายแต่ก็ไม่ได้รุนแรงอะไรเพราะเราไม่ได้ไปฆ่าใคร แถมยังเป็นปากเสียงให้กับคนส่วนน้อยในสังคมอีกด้วย

ทำไมถึงเลือกที่จะไม่เปิดเผยตัวตน

จุดเริ่มต้นของกราฟฟิตี้มันเกิดจากกลุ่มคนส่วนน้อยที่ถูกกดดันและไม่มีพื้นที่แสดงออกทางสังคม ทำให้เขาต้องหยิบกระป๋องสีสเปรย์ไปฉีดกำแพงบ้านคนเพื่อเป็นการแสดงออก ซึ่งคนที่มีความคิดเหมือนกันเขาก็พร้อมที่จะแชร์รูปนั้นออกไปเพราะมันเป็นความรู้สึกเดียวกันที่เขาไม่เคยมีโอกาสได้พูด ซึ่งคนที่สร้างสรรค์งานควรจะไม่มีใครรู้จักว่าเป็นใคร เพราะจะสามารถทำให้ผู้รับสารเกิดอารมณ์ร่วมได้ง่ายกว่าการที่จะเป็นคำพูดของใครคนใดคนหนึ่ง

เท่าที่สังเกตรู้สึกว่าผลงานของคุณได้รับการยอมรับในต่างประเทศก่อนที่จะมีชื่อเสียงในเมืองไทยเสียอีก

เพราะผมเห็นการเติบโตของสื่ออินเทอร์เน็ตมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นและคิดว่ามันน่าจะเป็นช่องทางในการนำเสนองานของเราได้ ตอนนั้นคนไทยแทบจะไม่รู้จักเราเลยแต่คนที่อังกฤษหรือต่างประเทศเขาเริ่มรู้จักเราแล้ว เพราะสมัยที่อินเทอร์เน็ตบูมในบ้านเราใหม่ๆ คนเลือกที่จะแห่ไปเล่น  Hi5 หรือ MSN กันหมด แต่เราเลือกที่จะใช้เป็นสื่อเพื่อส่งออกงานของเราสู่โลกภายนอก อย่างที่บอกว่าตอนนั้นคนไทยไม่ค่อยสนใจงานศิลปะผมเลยตัดสินใจไปตีตลาดต่างประเทศแทน คือนอกจากจะรู้ว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไรแล้วเราต้องรู้ด้วยว่าจะต้องไปถึงจุดที่หวังไว้ได้อย่างไร ทั้งเรื่องวิธีการ ทุนที่เรามีคือคุณต้องคิดทุกอย่างไว้ทั้งหมด ซึ่งมันก็ประสบความสำเร็จตามที่คิดนะเพราะผมเคยได้ไปแสดงงานที่ประเทศฟิลิปินส์เพราะเขามาเห็นผลงานของเราที่โพสต์ไว้บน Flickr

ทำไมงานส่วนใหญ่ของ Mue Bon ถึงมีเนื้อหาที่ค่อนข้างซีเรียสและพูดถึงเหตุการณ์ในสังคม

ผมเปรียบงานศิลปะตัวเองว่าเป็น “ยาขมเคลือบน้ำตาล” ที่พยายามพูดถึงเรื่องตลกร้ายในสังคมแต่ถ่ายทอดด้วยตัวคาแรคเตอร์ที่น่ารักมานำเสนอเพื่อให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายขึ้น เพราะตัวผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ได้ ดังนั้นศิลปินควรจะมีหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนสังคมที่ตัวเองอยู่เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งกลุ่มนายทุนเขาอาจมีเงินในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่เราไม่มีตรงจุดนั้นเลยจำเป็นต้องใช้แรงกายในการสร้างงานขึ้นมาโดยใช้สถานที่สาธารณะที่ควรจะเป็นที่ของลูกหลายเราเพื่อบ่มเพาะความคิดที่ดีของประชาชนแทน จุดมุ่งหมายของเราแค่อยากจะสะกิดให้คนเขาคิดอะไรได้บ้างเท่านั้นเอง

คาแรคเตอร์ที่คุณใช้แต่ละตัวมีความหมายแฝงอย่างไรบ้าง

คาแรคเตอร์หลักที่ผมใช้จะมีอยู่ไม่กี่ตัวอย่างสติ๊กเกอร์หัวกะโหลกที่เริ่มมาจากตอนบวชแล้วไปอ่านหนังสือธรรมมะเจอเรื่องของ มรณสติ คือการสอนให้คิดถึงความตายในทุกขณะเพื่อที่จะให้เราไม่อยากไปเบียดเบียนหรือสร้างเวรกรรมกับใคร เราเลยทำสติ๊กเกอร์นี้ขึ้นมาเป็นรูปหัวกะโหลกและมีสัญลักษณ์สันติภาพอยู่ตรงกลาง แล้วก็นำมาผสมเข้ากับหมีแพนด้าที่กำลังเป็นกระแสในตอนนั้นเพื่อความน่ารักแล้วเข้าถึงง่าย

หรืออย่างคาแรคเตอร์นกที่ผมพยายามจะสื่อถึงสิทธิเสรีภาพ ซึ่งถ้าสังเกตจะพบว่านกที่เราวาดส่วนใหญ่จะบินไม่ได้ หรือถ้าจะบินได้ก็ต้องมีอุปกรณ์ช่วยอะไรบางอย่าง ซึ่งผมอยากแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมที่มนุษย์ทุกคนก็เหมือนนกที่มีปีกแต่ไม่รู้ว่าตัวเองบินได้ และถ้าอยากจะบินได้คุณต้องมีอะไรที่มากกว่าคนอื่นซึ่งอาจจะหมายถึงเงินหรืออะไรทำนองนั้น

ส่วนคาแรคเตอร์ ทีวีแมน ผมจะใช้เป็นตัวแทนการทำงานของสื่อมวลชน เพราะผมมองว่าสื่อเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อประเทศและสังคม อย่างโฆษณาตามโทรทัศน์หรือละครมันหล่อหลอมตัวเราให้มีความคิดหรือบุคลิคในแบบที่เห็นอยู่ตอนนี้ ผมจึงมองเห็นพลังของสื่อที่สามารถสร้างภาพให้ใครสักคนเป็นเทวดาหรือให้ร้ายคนอื่นจนกลายเป็นเป็นซาตานก็ได้

ทุกครั้งที่ทำงานคาดหวังจะให้มีคนมาเข้าใจมากน้อยแค่ไหน

ผมไม่ต้องการให้ใครมาเข้าใจงานเราทั้งหมดหรอก ขนาดมานั่งอธิบายให้ฟังยังเข้าใจยากเลย แล้วงานของผมมันคือการสื่อสารที่ต้องให้ผู้รับสารไปตีความเอาเอง คุณอาจจะเคลิบเคลิ้มกับการชมงานของผมแต่คุณจะเข้าใจในสิ่งที่ผมคิดหรือเปล่าผมไม่รู้ ดังนั้นสิ่งที่คุณจะได้จากการดูงานของผมคือความคิด เหมือนกับการที่เรามองดูนกสักตัวหนึ่งซึ่งแต่ละคนอาจจะมีความรู้สึกที่แตกต่างกัน ผมอาจจะชอบนกเพราะมันสื่อถึงเสรีภาพแต่คุณอาจเคยโดนนกไล่จิกตอนเด็กทำให้รู้สึกกลัวมันก็ได้ ดังนั้นแค่นกตัวเดียวในความคิดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันแล้ว

“มันไม่สำคัญหรอกว่าจะเกิดมาทำไม แต่สำคัญที่ว่าก่อนจะตายคุณได้ทำอะไรให้กับโลกใบนี้ไว้บ้าง “

กระแสสตรีทอาร์ตบ้านเราทุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ทุกวันนี้สตรีทอาร์ตถูกบ่มจนสุกงอมและกลายเป็นที่ยอมรับแล้ว แต่ก็มีหลายคนที่ติดภาพของงานใต้ดินและยังหลงใหลในการทำงานแบบนั้นอยู่ แต่จากที่ผมเดินทางไปมาหลายประเทศผมว่าที่ประเทศไทยสตรีทอาร์ตน่าจะฟีเวอร์ที่สุดในโลกแล้ว เพราะได้รับการยอมรับจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน และการศึกษา ทุกวันนี้หลายมหาวิทยาลัยเขาก็เชิญพวกเราศิลปินสตรีทอาร์ตไปเป็นวิทยากรกันมากมาย รวมถึงยังมีแบรนด์หรือธุรกิจที่เข้ามาจับกระแสงานสตรีทอาร์ตมากขึ้น ทำให้ปัจจุบันนี้เราขอสถานที่ทำง่ายขึ้นกว่าเดิมมากเลยนะอาจเพราะคนเข้าใจสตรีทอาร์ตมากขึ้น แล้วบ้านเราไม่มีกฎหมายยุ่งยากแบบต่างประเทศคือถ้าเจ้าของสถานที่อนุญาตเราก็เริ่มงานได้ทันที แถมบ้านเรามีตึกเก่าและตึกที่กำลังจะทุบทิ้งเยอะมาก เหมือนเมืองของเรากำลังวิ่งอยู่ตลอดเวลา

ตลอดเวลากว่า 10 ปีบนเส้นทางนี้ศิลปะเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณไปอย่างไรบ้าง

ผมไม่รู้หรอกว่าศิลปะจะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้หรือเปล่า แต่ศิลปะมันเปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปแล้วในตอนนี้ จากคนที่ไม่มีอะไรเลยแม้แต่จุดหมายในชีวิต หรือไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะออกจากประเทศนี้ได้เลย แต่ศิลปะพาผมไปทุกที่บนโลกใบนี้ เปลี่ยนจากเด็กเกเรให้หันมาตั้งคำถามได้ว่าชีวิตนี้เราเกิดมาทำไม จนได้คำตอบว่ามันไม่สำคัญหรอกว่าจะเกิดมาทำไม แต่สำคัญที่ว่าก่อนที่จะตายคุณได้ทำอะไรให้กับโลกใบนี้ไว้บ้าง

ผมดีใจที่ทำให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจว่างานสตรีทอาร์ตมันไม่ใช่งานที่ทำเพื่อความเท่เพียงอย่างเดียว แต่มันคืองานที่จะกระตุ้นคนในสังคม ผมมองสิ่งที่ตอบว่าประเทศนี้เจริญมากแค่ไหนไม่ใช่ตัวเลขทางเศรษฐกิจแต่เป็นความก้าวหน้าของวัฒนธรรม และงานของเรามันอาจจะช่วงสร้างความเข้าใจในเรื่องศิลปะของคนในประเทศมากขึ้น ผมอยากให้งานของตัวเองเป็นบันไดที่จะเชื้อเชิญให้คนที่สนใจขยับตัวเองไปดูงานในแกลลอรี่หรือมิวเซียม และเข้าใจว่าศิลปะไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยาก

เร็วๆ นี้คุณจะมีผลงานอะไรให้เราติดตามอีกบ้าง

ผมกำลังจะมีงานที่ทำร่วมกับทาง SIWILAI ในวันที่พฤหัสบดีที่ 6 กันยายน นี้ ซึ่งงานนี้จะเป็นการรวบรวมเนื้อหาและชิ้นส่วนจากการทำงานบนท้องถนนตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี มานำเสนอที่ห้างสรรสินค้าหรูใจกลางเมือง ซึ่งทาง SIWILAI เขาก็เปิดโอกาสให้เราสร้างงานศิลปะในแบบของตัวเองเต็มที่ ซึ่งก็เป็าโอกาสที่ผมจะเอาความดิบของงานสตรีทไปแสดงบนห้างสรรสินค้าซึ่งเป็นสิ่งที่ผมอยากทำมาตั้งแต่สมัยทำงานแรกๆ และคงต้องมาคอยดูกันว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร

SIWILAI ชวนทุกคนมาร่วมสัมผัสความสดใหม่ พร้อมต้อนรับเข้าสู่ซีซั่นล่าสุด Fall/Winter 2018 ครั้งแรกกับการเปิดตัว STREET ALLEY และ THAIMADE ร่วมด้วย เอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์ THE ONLY MARKET ในวันที่ 6 กันยายน 2561 เวลา 18.00–20.00 น. ณ SIWILAI Store ชั้น 5 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี

โดย Street Alley ช้อปปิ้งคอร์เนอร์ใหม่ที่อัดแน่นด้วยสตรีทแวร์ทุุกแบรนด์ที่กำลังมาแรง อาทิ Carrots by Anwar Carrots, Fucking Awesome และ Ignored Prayers เป็นต้น และ SIWILAI ยังให้การสนับสนุนสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่สร้างสรรค์ด้วยฝีมือ ของคนไทยด้วยคอร์เนอร์ Thai Made รวมถึง The Only Market เอ็กซ์คลูซีฟแบรนด์น้องใหม่ของ Dry Clean Only แบรนด์แฟชั่น แนวสตรีทสัญชาติไทยที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลกพร้อมด้วยแบรนด์ชั้นนำอีกมากมายอาทิ A-COLD-WALL, Stone Island และ Cav Empt นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์ที่มาร่วมสร้างสีสัน โดย Mue Bon (มือบอน) ศิลปินสตรีทอาร์ตชาวไทยชื่อดังระดับโลก
ผู้สร้างสรรค์ผลงานระดับโลกไว้มากมาย ทั้งยังเคยร่วมงานกับแบรนด์แฟชั่นหรูระดับโลกอย่าง Hermès อีกด้วย

แล้วพบกันวันที่ 6 กันยายน 2561 เวลา 18.00–20.00 น. ณ SIWILAI Store ชั้น 5 เซ็นทรัล เอ็มบาสซี

 

featured on Sneak
The Process : 15 ปีที่อุทิศให้กับดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ของ KINGKONG / MARMOSETS

อะไรในดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำให้ปอนด์ (กฤษฎา วดีศิริศักดิ์) หรือ ที่เรารู้จักกันในนามว่าดีเจ Kingkong / Marmosets หลงใหล และใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีแขนงนี้ได้ยาวนานกว่า 15 ปี? นอกจากจะเป็นดีเจที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ Heineken Dj Spin ปี 2006 แล้วเขายังเป็น Producer เจ้าของค่าย Zoo Studio รวมถึงล่าสุดกับตำแหน่ง A&R ของ Warner Music

BAPE THAILAND เปิดตัวเว็บไซต์นำสินค้ามาลดราคาสูงสุดถึง 40%

ถ้าใครเคยไป BAPE Pirate Store ที่ฮ่องกงหรือญี่ปุ่น คงพอจะนึกถึงบรรยากาศที่คุณจะได้เป็นเจ้าของสินค้าของ BAPE ในราคาพิเศษ (ซึ่งปกติแล้วแบรนด์นี้แทบจะไม่ลดราคาเลย ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนก็ตาม ไม่ต่างกับแบรนด์เนม)

#MYBEERCONNECTIONS Chooseless 5-Day Journey

#MYBEERCONNECTIONS Chooseless 5-Day Journey
พบกับอีกหนึ่งมิติใหม่ของ Lifestyle ที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์แบบไม่รู้จบ

A BATHING APE POP UP STORE @SIAMDISCOVERY

ครั้งแรกกับที่แบรนด์สตรีทระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น A Bathing Ape หรือว่า BAPE® ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบของ Pop Up Store ใจกลางกรุงเทพฯ

#COPTHATKICKS : Stella McCartney X Adidas Stan Smith Sneakers รองเท้าผ้าใบที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

เมื่อ Stella McCartney ร่วมมือกับ Adidas หยิบรองเท้ารุ่น Iconic ของแบรนด์มาปัดฝุ่นใส่เทคโนโลยีในการตัดเย็บด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแบบฉบับของแบรนด์ Stella McCartney ที่ปราศจากการใช้หนังสัตว์อย่างสิ้นเชิงในรองเท้ารุ่นนี้

#SneakOut : Benjamin Joeseph Varney หนุ่มลูกครึ่งมาดเซอร์กับ fashion set หน้าหนาว

พบกับบทสัมภาษณ์นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี พร้อมชม Fashion Set ต้อนรับอากาศเย็น กับหนุ่ม เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี

ครั้งแรกในไทยกับงานเปิดตัว Installation Art สุดล้ำ SORAYAMA Space Park by AMKK AT Central Embassy

ครั้งแรกในเมืองไทยและเป็นที่แรกของโลก กับการคอลแลปส์ของสองศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างกัน แต่สร้างสรรค์ผลงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

#SneakOut: ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ สาวลุคเท่ห์ที่โด่งดังจากโลกออนไลน์มาสู่นักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้

มาทำความรู้จักกับเธอใน #SneakOut บทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพร้อมแฟชั่นเซ็ทมันส์ๆจาก BAPE THAILAND

#SneakOut : แชมป์​ นครินทร์ จรูญวิทยา หรือ Maiyarap เจ้าของรางวัลชนะเลิศจากรายการ The Rapper Season 2

บทสัมภาษณ์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนที่กำลังพยายามค้นหาตัวเอง

#SneakOut : Junior กรวิชญ์​ หนุ่มไซส์เล็กผู้ที่มีสไตล์การแต่งตัวโดดเด่นและน่าติดตามที่สุดคนหนึ่ง

กรวิชญ์​ สูงกิจบูลย์ หรือจูเนียร์ หนุ่มหล่อเสียงดีผู้เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วจากเวทีระดับประเทศอย่าง The Star วันนี้เราจะมาพูดคุยกับเขาในมุมที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยฟังเขาเล่าที่ไหนและอัตเดทผลงานที่บ่งบอกตัวตนของเขาได้ชัดเจนที่สุด

About

เว็บไซต์ SneakTheStreet ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายในการนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับ รองเท้าผ้าใบ, เครื่องแต่งกาย, ศิลปะ, ดนตรี และบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยเราหวังว่าจะมีส่วนร่วมในการอัพเดตข่าวสารและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับแฟชั่น และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้เกิดสังคมที่มีความเข้าใจวัฒนธรรมสตีทมากขึ้น ดังนั้น SneakTheStreet จึงเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นทั้งบทความและข่าวสารเกี่ยวกับวงการแฟชั่นทั่วโลก

Subscribe our newsletter