สำรวจความคิดและการเติบโตผ่านบทเพลงของ “Rich Brian” หรือ “Rich Chigga”

เรื่องราวชีวิตของ Rich Brian จากเด็กอินโดฯ ธรรมดา สู่ rap star ที่ทั่วโลกยอมรับ

จริง ๆ แล้วชื่อของ “Rich Brian” หลาย ๆ คนคงจะรู้จักหนุ่มน้อยคนนี้อยู่พอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มแฟนเพลงฮิปฮอปรุ่นใหม่ เพราะเจ้าตัวมีไลฟ์สไตล์และลีลาการแร็ปที่ดูกวน ๆ แถมยังชอบแสดงออกต่าง ๆ ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ทำให้โดนใจกลุ่มวัยรุ่นในเจนนี้เอามาก ๆ

แต่กว่าหนุ่มน้อยคนนี้จะประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงในระดับสากลได้อย่างทุกวันนี้ เขาเองก็ต้องผ่านประสบการณ์และการเรียนรู้ในช่วงชีวิตต่าง ๆ มาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นทั้งเรื่องดีหรือเรื่องร้าย เรื่องสุขหรือเรื่องทุกข์ ตลอดจนต้องผ่านเรื่องราวดราม่าร้อนแรงต่าง ๆ หล่อหลอมจนทำให้เติบโตกลายเป็นแร็ปเปอร์ที่เป็นม้ามืดสุดฮอตได้อย่างทุกวันนี้ Sneak The Street จึงอยากจะชวนเพื่อน ๆ มาร่วมกันสำรวจความคิดและการเติบโตของ Rich Brian ผ่านช่วงเวลาต่าง ๆ ที่สื่อสารออกมาทางบทเพลงของเขาไปพร้อม ๆ กันครับ

เริ่มนับ 1 ในวันที่ยังเป็นเจ้าหนู Brian

 

ชื่อ Rich Brian นั้นจริง ๆ แล้วเป็นชื่อสเตจเนมหรือ AKA ในวงการฮิปฮอปของเจ้าตัวนั่นเอง ซึ่งชื่อจริงที่ครอบครัวของเขาตั้งให้นั้นมีชื่อว่า “Brian Imanuel Soewarno” และถึงแม้ว่าหน้าตาภายนอกของเขาจะออกไปในทางหนุ่มตี๋ แต่แท้ที่จริงแล้วเขาถือกำเกิดในจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย ที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประชากรมากกว่า 10 ล้านคนอาศัยอยู่ที่นั่น และแน่นอนว่าเป็นที่ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมสูงมาก ๆ ด้วยเช่นกัน

 

ครอบครัวของ Brian นั้นมีคุณพ่อเป็นทนายความ และคุณแม่ที่เปิดร้านกาแฟ ชีวิตในวัยเด็กของเขาได้ใช้วิธีการเรียนแบบ Home School คือ การเรียนที่บ้าน โดยมีครอบครัวเป็นผู้ดูแล แล้วใช้การสอบเพื่อเทียบกับเกณฑ์วัดความรู้ตามแบบโรงเรียนทั่วไป ทำให้ชีวิตวัยเด็กของเขาอาจจะดูแตกต่างจากเด็กคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกันอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เนื่องจากปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศก็ให้การยอมรับระบบ Home School มากขึ้น
Rich Brian สมัยที่ยังใช้ชื่อว่า Rich Chigga

ได้รู้จักโซเชียลมีเดียและหลงใหลในการแร็ป

 

และแล้วเมื่อเจ้าหนู Brian เติบโตขึ้นในวัย 11 ขวบ เขาเริ่มมีความหลงใหลในการเล่นรูบิค และอยากเสาะแสวงหาวิธีที่จะแก้ไขปริศนารูบิคให้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ก็ไม่รู้จะออกเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์สำนักไหน จึงคิดขึ้นได้ว่านี่มันยุคของโลกอินเตอร์เน็ตแล้ว จึงได้ไปหยิบยืมคอมพิวเตอร์ของคุณพ่อและเอามาเสิร์ชหาวิธีการแก้ปริศนารูบิคให้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ และแล้ววันนั้นเอง คือวันที่เจ้าหนู Brian ได้รู้จักกับ Youtube และโซเชียลมีเดีย

 

ทันใดนั้นจากคลิปรูบิค ก็พาเขาลามไปถึงคลิปตลก จนในที่สุดเจ้าหนู Brian ก็ได้รู้จักกับแนวเพลงฮิปฮอปและการแร็ปจากคลิปของศิลปินอย่าง “Macklemore”, “Childish Gambino”, “Tyler, the Creator”, “Drake”, “Kanye West” และ “Logic

Brian ในวัย 12 ขวบที่ได้ซึมซับกับความคอมเมอร์ดี้จากคลิปตลกและเรียนรู้ภาษาอังกฤษถึงขั้นลึกซึ้งจากเพลงฮิปฮอปก็ได้เวลาเฉิดฉายในโลกโซเชียลมีเดียบ้างแล้ว ด้วยการทำภาพและตัดต่อคลิปตลกของตัวเองลงในแพลตฟอร์ม Vine และ Youtube

แร็ปบอกคนทั้งโลกว่า “Rich Chigga” มาแล้วโว้ย

 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนชีวิตของเจ้าหนู Brian ไปตลอดกาลกลับไม่ใช่คลิปตลกที่เรียกเสียงหัวเราะจากทุกคน แต่กลายเป็นคลิป MV เพลง Dat $tick ที่ถูกปล่อยออกมาภายใต้ AKA ที่มีชื่อว่า “Rich Chigga” ตอนที่ Brian มีอายุเพียง 16 ย่างเข้า 17 ปี ภายใต้ภาพลักษณ์ของหนุ่มตี๋เสื้อสีชมพูที่ปรากฏตัวพร้อมกับเหล่าแก๊งค์สเตอร์ของเขาที่ทุกคนล้วนพกพาเหล้ายาและอาวุธครบมือ ซึ่งองค์ประกอบต่าง ๆ ใน MV มันช่างย้อนแย้งกับลุคเนิร์ด ๆ ที่เขาต้องการจะล้อเลียน และจุดนี้เองที่ทำให้เป็นที่ถูกอกถูกใจของคนดูไม่น้อยเลย

 

ความสำเร็จของเพลงนี้ถึงขั้นที่ว่าเขาได้รับการเซ็นสัญญาเข้าค่ายเพลงน้องใหม่อย่าง “88rising” และเพลง Dat $tick ก็ถูกนำไปให้ศิลปินฮิปฮอปที่กำลังมาแรงในฝั่งอเมริกาอย่าง “21 Savage”, “Tory” , “Lanez”, “MadeinTYO” , “Desiigner” ทำคลิปรีแอคชั่น รวมไปถึง “Ghostface Killah” ที่ดูจะชอบมาก ๆ ถึงขั้นเอาเพลงมา Remix กันเลยทีเดียว

 

แต่ชื่อเสียงที่เริ่มเป็นที่รู้จักและความสำเร็จที่กำลังเข้ามาก็ย่อมพบเจอกับปัญหาและอุปสรรค เมื่อเนื้อหาของเพลงและชื่อของ Rich Chigga ถูกมองว่ามีความล่อแหลมต่อเรื่องของการเหยียดเชื้อชาติเป็นอย่างมาก หากเริ่มดูจากคำว่า Chigga ที่เป็นการผสมคำระหว่าง Chinese ซึ่งหมายถึงคนเชื้อสายจีนหรือเรียกรวม ๆ ว่าเป็นชาวเอเชีย กับคำว่า Nigga ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายเหยียดคนผิวสีอย่างมาก และถือเป็นคำเรียกที่ห้ามใช้ในกรณีที่ไม่ได้สนิทสนมกันอย่างมากด้วย แล้วเมื่อสองคำนี้ถูกนำมารวมกันกลับกลายเป็นคำที่ดูเหยียดเข้าไปอีก
หากเราลองพิจารณาดูช่วงอายุของ Brian ในวัย 16 ปี ก็อาจจะเข้าใจได้ประมาณหนึ่งว่า ด้วยความคะนองตามวัยทำให้เขากล้าในการนำเสนอเนื้อหาเพลงที่เสียดสี และสุ่มเสี่ยงต่อสังคมเช่นนี้ ประกอบกับแนวเพลงฮิปฮอปที่มักจะพูดถึงเรื่องนี้แบบตรงไปตรงมา แม้ว่าเขาจะพยายามทำให้เกิดเป็นเรื่องตลกมากกว่าก็ตาม แต่ในอีกบางมุมก็อาจนำเรื่องไม่ดีมาสู่ตัวเขาได้ แต่ผลสุดท้ายการกระทำครั้งนี้ของเขาช่วยทำให้ชื่อของ Rich Chigga เป็นที่รู้จักมากขึ้นและทำให้ตัวเขาจริงจังกับการทำเพลงมากขึ้นด้วย ถือว่ารอดครับ

 

ในช่วงวัย 16-17 ปี เพลงอื่น ๆ อย่าง “Who That Be” และ “Seventeen” จึงยังเป็นเพลงที่มีเนื้อหาที่มีการรบราฆ่าฟันกันอยู่ตามวัยที่คะนอง แต่ก็ลดประเด็นการเหยียดเชื้อชาติและสีผิวลงไปได้บ้าง เพราะเราจะไม่เจอคำที่สุ่มเสี่ยงให้เกิดดราม่าอย่างที่กล่าวมาอีก

 

ความสำเร็จของเพลงนี้ถึงขั้นที่ว่าเขาได้รับการเซ็นสัญญาเข้าค่ายเพลงน้องใหม่อย่าง “88rising” และเพลง Dat $tick ก็ถูกนำไปให้ศิลปินฮิปฮอปที่กำลังมาแรงในฝั่งอเมริกาอย่าง “21 Savage”, “Tory” , “Lanez”, “MadeinTYO” , “Desiigner” ทำคลิปรีแอคชั่น รวมไปถึง “Ghostface Killah” ที่ดูจะชอบมาก ๆ ถึงขั้นเอาเพลงมา Remix กันเลยทีเดียว

“Rich Chigga” ทัวร์อเมริกา ได้เวลาเทิร์นโปร

 

ในที่สุด เมื่อถึงวัย 18 ปี ในปี 2017 ชื่อของ Rich Chigga ก็เป็นที่คุ้นหูของคนทั่วโลกโดยเฉพาะชาวอเมริกันมากขึ้นไปอีก เมื่อเขามีโอกาสเทิร์นโปร ทัวร์คอนเสิร์ตในอเมริกา และจริงจังกับการทำเพลงอย่างหนัก ถึงขั้นลงหลักปักฐานที่ Los Angeles เพื่อร่วมทำเพลงกับเพื่อน ๆ ในค่าย 88rising แต่ที่พิเศษกว่านั้น คือ เขาได้โอกาสทำเพลงร่วมกับ “ZHU.”, “SKRILLEX” และ “THEY.” ในเพลง “Working For It” และได้ร่วมงานกับ “Keith Ape” และ “XXXTentacion” ในเพลง “Gospel” และตอกย้ำถึงความฮอตของเขาในวงการฮิปฮอปโลกด้วยการการันตีจากปากของ “Post Malone” ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้แหละ คือ ม้ามืดของวงการตัวจริง

 

ด้วยความที่เติบโตขึ้น เพลงในวัย 18 ปี ของ Rich Chigga เพลงอื่น ๆ อย่าง “Glow Like Dat” จึงไม่มีเรื่องของความรุนแรงอย่างที่ผ่าน ๆ มา เขากลับหยิบยกประสบการณ์ที่เริ่มมีมากขึ้นในชีวิต มาถ่ายทอดผ่านเนื้อเพลง เช่น ความสนใจในเรื่องของสาว ๆ ของเขานั่นเอง ถือเป็นรสชาติใหม่ในชีวิตของวัยรุ่น และเป็นรสชาติที่แฟนเพลงได้ลิ้มรสในผลงานของเขาอีกด้วย

จาก “Rich Chigga” สู่ “Rich Brian” ถึงเวลาโตเป็นผู้ใหญ่

 

พอก้าวเข้าสู่ปี 2018 ในวัย 19 ปีของเขานี่เองที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้งในชีวิตของเขา เมื่อชื่อ Rich Chigga ถูกโจมตีหนักขึ้นในแง่ของความหมายในการเหยียดเชื้อชาติอย่างที่ได้เล่าไปแล้ว และตัวเขาเองก็มองว่าชื่อนี้ก็ไม่ได้ส่งผลดีอะไรต่ออาชีพของเขาเลย ทำให้การตัดสินใจเปลี่ยนชื่อก็เกิดขึ้นจนได้ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อจาก Rich Chigga มาเป็น Rich Brian อย่างในทุกวันนี้นั่นเอง และพร้อมที่จะก้าวไปเป็นแร็ปสตาร์ในวงการต่อไป
เพลงของ Rich Brian ในช่วงปี 2018 นี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเพลงที่ทำฟีเจอริ่งกับค่าย 88rising ซึ่งเป็นค่ายที่เขาสังกัดอยู่นั่นเอง มีเพลงที่น่าสนใจอย่าง “Midsummer Madness” ที่ได้ฟีเจอริ่งกับ “Joji”, “Higher Brothers” และ “AUGUST 08” โดยที่เนื้อหาของเพลงในท่อนแร็ปของ Rich Brian นั้นจะพูดถึงผู้หญิงและ Sex เช่นเดียวกับเพลงที่มีชื่อว่า “History” ที่เนื้อหาพูดถึงผู้หญิงอย่างจริงจัง และเรื่อง Sex ที่เป็นสไตล์ของฮิปฮอปอยู่ด้วย นั่นก็บ่งบอกว่าถึงเวลาที่ Rich Brian โตเป็นหนุ่มแล้วววว

เริ่มโต เริ่มจริงจัง เริ่มส่งต่อแรงบันดาลใจ

 

เมื่อเริ่มโตขึ้นความจริงจังในการทำเพลงก็มีมากขึ้น และตัวของ Rich Brian เองก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องทำเพลงให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น ในปี 2019 ด้วยวัย 20 ปี ย่างเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เขาจึงเลือกหยิบยกประเด็นทางสังคมนำมาเล่าอย่างลงลึกอีกครั้ง อย่างเพลง “Yellow” ที่เหมือนเป็นการปลดปล่อยความเครียด ความอัดอั้นต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตอยู่ที่ LA เพราะการใช้ชีวิตของคนเอเชียที่นั่นก็ไม่ได้ง่าย แถมยังต้องโดนเหยียดเชื้อชาติว่าเป็นคนเอเชียผิวเหลือง เหมือนกับชื่อเพลง Yellow อีกต่างหาก
และยังมีอีกหนึ่งเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ของ Rich Brian มากขึ้น นั่นคือเพลง “Kids” ที่เขาได้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ ในการต่อสู้เพื่อความฝันของตัวเอง อย่างเช่นตัวเขาที่พยายามทำเพลงจนได้รับโอกาสก้าวไปไกลถึงอเมริกา ประกอบกับ MV ของเพลงนี้ยังถ่ายทอดให้เห็นถึงชีวิตและความเป็นอยู่ของเด็ก ๆ และผู้คนในอินโดนีเซีย รวมถึงมุมดีดีที่ซ่อนอยู่ในประเทศแห่งนี้ ยิ่งส่งให้เพลงนี้ทรงพลังขึ้นไปอีก แถมเพลงนี้ยังทำให้ Rich Brian ได้มีโอกาสเข้าพบประธานาธิบดี “Joko Widodo” ของอินโดนีเซียและเปิด MV เพลงให้ประธานาธิบดีได้ดูด้วยตัวเองอีกต่างหาก ถือว่าไม่ธรรมดาในฐานะศิลปินที่ทำให้ชาวโลกได้รู้จักประเทศอินโดนีเซียมากยิ่งขึ้น

เมื่อเข้าสู่ปี 2020 ปีที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 หลาย ๆ คนก็ต้องเจอกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย Rich Brian เองที่อาศัยอยู่ใน LA ก็มีความคิดที่จะช่วยเหลือผู้คนเท่าที่เขาจะช่วยได้ จึงเกิดไอเดียที่จะชวนเพื่อน ๆ ร่วมกันช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ผ่าน MV เพลง “BALI” โดยเขาส่งสิ่งของผ่านโดรนไปให้เพื่อน ๆ ศิลปิน เพื่อแลกกับเงินในการเอาไปมอบให้ผู้ที่เดือดร้อนต่าง ๆ รวมถึงซื้ออาหารมอบให้บุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย

และเรื่องราวทั้งหมด เพื่อน ๆ มีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้าง ในส่วนของ Sneak The Street นั้น มองเห็นการเติบโตของหนุ่มน้อยจากอินโดนีเซียผู้นี้ว่า เขาคือศิลปินคนหนึ่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ แม้อาจจะต้องเจอปัญหาอยู่บ้างจากการใช้คำที่สังคมมองว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ แต่เมื่อเติบโตขึ้น เขาก็เรียนรู้และแก้ไขมันให้อยู่ในเส้นทางที่ถูกที่ควร และเมื่อเขาเติบโตอย่างแข็งแกร่งมากขึ้น ก็พร้อมที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจในการช่วยเหลือบ้านเกิดและสังคมโลกต่อไปอีก คงไม่มีคำใดจะมอบให้นอกจากคำว่า Respect ครับ
featured on Sneak
ประวัติวง “Daft Punk” จากคำดูถูก สู่คำว่าสำเร็จ

อยู่ ๆ ก็มีข่าวที่ทำให้แฟนเพลงทั่วโลกต้องตกอยู่ในอาการช็อคไปตาม ๆ กัน เมื่อวงอิเล็กทรอนิกส์ดูโอ้ระดับตำนานอย่าง Daft Punk ประกาศแยกทางกัน หลังร่วมสร้างตำนานทางดนตรีมาเนิ่นนานกว่า 28 ปี

The Process : 15 ปีที่อุทิศให้กับดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ของ KINGKONG / MARMOSETS

อะไรในดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำให้ปอนด์ (กฤษฎา วดีศิริศักดิ์) หรือ ที่เรารู้จักกันในนามว่าดีเจ Kingkong / Marmosets หลงใหล และใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีแขนงนี้ได้ยาวนานกว่า 15 ปี? นอกจากจะเป็นดีเจที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ Heineken Dj Spin ปี 2006 แล้วเขายังเป็น Producer เจ้าของค่าย Zoo Studio รวมถึงล่าสุดกับตำแหน่ง A&R ของ Warner Music

BAPE THAILAND เปิดตัวเว็บไซต์นำสินค้ามาลดราคาสูงสุดถึง 40%

ถ้าใครเคยไป BAPE Pirate Store ที่ฮ่องกงหรือญี่ปุ่น คงพอจะนึกถึงบรรยากาศที่คุณจะได้เป็นเจ้าของสินค้าของ BAPE ในราคาพิเศษ (ซึ่งปกติแล้วแบรนด์นี้แทบจะไม่ลดราคาเลย ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนก็ตาม ไม่ต่างกับแบรนด์เนม)

#MYBEERCONNECTIONS Chooseless 5-Day Journey

#MYBEERCONNECTIONS Chooseless 5-Day Journey
พบกับอีกหนึ่งมิติใหม่ของ Lifestyle ที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์แบบไม่รู้จบ

A BATHING APE POP UP STORE @SIAMDISCOVERY

ครั้งแรกกับที่แบรนด์สตรีทระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น A Bathing Ape หรือว่า BAPE® ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบของ Pop Up Store ใจกลางกรุงเทพฯ

#COPTHATKICKS : Stella McCartney X Adidas Stan Smith Sneakers รองเท้าผ้าใบที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

เมื่อ Stella McCartney ร่วมมือกับ Adidas หยิบรองเท้ารุ่น Iconic ของแบรนด์มาปัดฝุ่นใส่เทคโนโลยีในการตัดเย็บด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแบบฉบับของแบรนด์ Stella McCartney ที่ปราศจากการใช้หนังสัตว์อย่างสิ้นเชิงในรองเท้ารุ่นนี้

#SneakOut : Benjamin Joeseph Varney หนุ่มลูกครึ่งมาดเซอร์กับ fashion set หน้าหนาว

พบกับบทสัมภาษณ์นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี พร้อมชม Fashion Set ต้อนรับอากาศเย็น กับหนุ่ม เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี

ครั้งแรกในไทยกับงานเปิดตัว Installation Art สุดล้ำ SORAYAMA Space Park by AMKK AT Central Embassy

ครั้งแรกในเมืองไทยและเป็นที่แรกของโลก กับการคอลแลปส์ของสองศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างกัน แต่สร้างสรรค์ผลงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

#SneakOut: ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ สาวลุคเท่ห์ที่โด่งดังจากโลกออนไลน์มาสู่นักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้

มาทำความรู้จักกับเธอใน #SneakOut บทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพร้อมแฟชั่นเซ็ทมันส์ๆจาก BAPE THAILAND

#SneakOut : แชมป์​ นครินทร์ จรูญวิทยา หรือ Maiyarap เจ้าของรางวัลชนะเลิศจากรายการ The Rapper Season 2

บทสัมภาษณ์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนที่กำลังพยายามค้นหาตัวเอง

About

เว็บไซต์ SneakTheStreet ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายในการนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับ รองเท้าผ้าใบ, เครื่องแต่งกาย, ศิลปะ, ดนตรี และบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยเราหวังว่าจะมีส่วนร่วมในการอัพเดตข่าวสารและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับแฟชั่น และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้เกิดสังคมที่มีความเข้าใจวัฒนธรรมสตีทมากขึ้น ดังนั้น SneakTheStreet จึงเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นทั้งบทความและข่าวสารเกี่ยวกับวงการแฟชั่นทั่วโลก

Subscribe our newsletter