History of Stüssy : เปิดตำนานเบื้องหลังความสำเร็จของ Stüssy จากแบรนด์เซิร์ฟบอร์ดสู่อาณาจักรสตรีทแวร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

แม้ไม่ได้เป็นที่ต้องการของพ่อค้ารีเซลและไม่จำเป็นต้องต่อคิวซื้อเหมือนแบรนด์อื่นๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Stüssy คือแบรนด์อันดับต้นๆ ของวงการสตรีทอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง ด้วยระยะเวลากว่า 30 ปีที่ยาวนานมากกว่าอายุของคำว่า “สตรีทแฟชั่น” แล้วเพราะเหตุใด Stüssy จึงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางเทรนด์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันได้จากบทความนี้

“สตรีทแฟชั่น” คือคำนิยามของเทรนด์แฟชั่นที่กำลังมาแรงที่สุดบนโลกในขณะนี้ แฟชั่นที่ที่เป็นมากกว่าการแต่งกายที่ผสมผสานเป็นหนึ่งเดียวกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนที่เราสามารถพบเห็นกันได้ทั่วไปบนท้องถนน ทั้งเรื่องดนตรี ศิลปะ กระบวนการความคิด และสภาพสังคม จนเกิดเป็นวัฒนธรรมการใช้ชีวิตรูปแบบหนึ่งขึ้นมา

แต่หากย้อนกลับไปเมื่อสักประมาณ 30 ปีก่อน คำว่า สตรีทแฟชั่น คงดูจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากผู้คนในสมัยนั้น หรืออาจเรียกได้เต็มปากว่ายังไม่มีคำนี่บัญญัติขึ้นบนโลกเสียด้วยซ้ำ สังเกตได้จากแบรนด์สตรีทแวร์ชั้นนำที่เป็นที่ยอมรับของโลกยุคปัจจุบันอย่าง Supreme หรือ BAPE ก็เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ของตนเองขึ้นเมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมานี้เท่านั้น แต่มีแบรนด์สตรีทเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานกว่า 30 ปี และสร้างตำนานของตนเองขึ้นมาพร้อมกับวัฒนธรรมสตรีทที่เริ่มก่อกำเนิดขึ้น ซึ่งจะเป็นแบรนด์อื่นใดไปไม่ได้นอกจาก “Stüssy“

ss_01

History of Stüssy

Stüssy เป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดขึ้นจากฝีมือและมันสมองของ Shawn Stussy ชายหนุ่มผู้เติบโตมาท่ามกลางวัฒนธรรมการเล่นเซิร์ฟบอร์ดของรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา โดยที่ตัวเขาเองนั้นมีความหลงใหลในกิจกรรมกลางแจ้งอย่างการเล่นสกีและเซิร์ฟบอร์ดเป็นชีวิตจิตใจ เรียกได้ว่าเมื่อมีเวลาว่างเมื่อไรเขาก็จะออกไปเล่นเซิร์ฟบอร์ดแทบทุกครั้ง ความคลั่งไคล้ในกิจกรรมกลางแจ้งนี้ทำให้เขาออกแบบกระดานโต้คลื่นของตัวเองขึ้นตั้งแต่วัยเพียง 13 ปี ภายหลังจากจบการศึกษา Shawns ได้เลือกประกอบอาชีพในสองสิ่งที่เขารักนั่นคือการเป็นครูสอนสกีอยู่บนเทือกเขา Mammoth Mountain และอาศัยอยู่ที่หาด Newport Beach ตลอดช่วงฤดูร้อนเพื่อทำงานในบริษัทผลิตกระดานโต้คลื่นยักษ์ใหญ่อย่าง Russell Surfboard พร้อมกับใช้เวลาว่างจากการทำงานไปกับการเล่นเซิฟร์บอร์ด

fx7u7gk2l3ua7ijaqxso

หลังจากที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่  Russell Surfboard อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง Shawn ในวัย 24 ปี ตัดสินใจสร้างธุรกิจเล็กๆ ของตัวเองขึ้นมาในนปี 1979 ด้วยการออกแบบแผ่นกระดานโต้คลื่นของตนเองขึ้นมาและวางจำหน่ายแถวย่าน Laguna Beach ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของบรรดานักเล่นเซิร์ฟบอร์ดชั้นนำ Shawn ได้สร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้าด้วยวิธีการเขียนลายเซ็นของตนเองลงบนบอร์ดที่เขาทำขึ้น ซึ่งจุดเด่นของลายเซ็น Shawn นั่นคือการเขียนโดยที่ไม่ยกปากกาขึ้นเลยทำให้ลายเส้นของเขามีความคล้ายคลึงกับการเขียนแท็กของศิลปินกราฟิตี้ตามกำแพงหรือรถไฟใต้ดินสมัยนั้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาที่มีลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์นั้น คือการได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีแนวฮิปฮอป และวงดนตรีพั้งค์ร็อคอย่าง The Sex Pistol และ The Clash ศิลปินพั้งค์ร็อคชื่อดังจากประเทศอังกฤษที่เขาชื่นชอบนั่นเอง

stussy-surfin
10-mythical-items-stussy-surfboard

หลังจากที่เริ่มหันมาทำธุรกิจของตัวเองได้ไม่นาน Shawn ได้รับโอกาสให้ไปเปิดบูธจำหน่ายสินค้าของตนเองในงาน Action Sport Retailer ซึ่งเป็นมหกรรมสินค้าเกี่ยวกับเซิร์ฟบอร์ดที่ใหญ่ที่สุดของแคลิฟอร์เนีย โดยเขาได้ตัดสินใจนำเสื้อยืดเปล่าของ Hanes สีดำมาสกรีนลายเซ็นของเขาลงไปบนเสื้อและนำออกไปแสดงโชว์พร้อมกับแผ่นกระดานโต้คลื่นของเขาโดยที่ไม่คาดหวังว่าจะขายหรือหากำไรจากสินค้าชิ้นนี้ แต่ภายในระยะเวลาสามวันที่เขามาเปิดบูธขายสินค้า กลับมีผู้ให้ความสนใจและต้องการเป็นเจ้าของเสื้อยืดรุ่นนี้เป็นจำนวนมากจน Shawn ตัดสินใจขายเสื้อเหล่านั้นด้วยราคาตัวละแปดดอลลาร์ ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวเขาสามารถทำรายได้จากการขายเสื้อที่เขียนลายเซ็นของตนเองได้เป็นกอบเป็นกำจน Shawn แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง

หกเดือนให้หลังในงสินค้าครั้งต่อมา Stüssy ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมเสื้อยืดลายใหม่อีกสองแบบ และสินค้าใหม่ล่าสุดนั่นคือกางเกงสำหรับเล่นเซิร์ฟบอร์ดที่ Shawn ซื้อกางเกงของทหารจากสงครามเวียดนามมาให้แม่ของเขาตัดขาเพื่อให้กลายเป็นกางเกงสำหรับเล่นกระดานโต้คลื่น แน่นอนว่าความแปลกของสินค้าชิ้นนี้สร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าบรรดานักเล่นเซิร์ฟในยุคนั้นเป็นอย่างมาก และทำให้ Stussy ตัดสินใจผลิตมันเพิ่มอีกนับร้อยตัวเพื่อสนองความต้องการของตลาดตอนนั้น

stussy-round-the-outside-cover

ในช่วงต้นปี 1980 แบรนด์เล็กๆของ Shawn นั้นถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในแง่ของรายได้และชื่อเสียง แต่ตัวของเขาเองนั้นกลับไปเคยคิดตั้งใจที่จะผลักดันแบรนด์ Stüssy ให้ไปไกลกว่าจุดที่เป็นอยู่มากเท่าไรนัก จนกระทั่ง Frank Sinatra Jr. เพื่อนสนิทของเขาที่มีหัวทางด้านการตลาดและมองเห็นว่า แบรนด์ Stussy จะสามารถสร้างกำไรให้กับพวกเขาอย่างเป็นกอบเป็นกำอย่างแน่นอนในอนาคต เขาจึงยื่นข้อเสนอเงินจำนวน 5,000 ดอลลาร์ และเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในธุรกิจนี้ จนในที่สุด Stüssy ก็ได้จดทะเบียนขึ้นเป็นบริษัททางการในปี 1986

การเข้ามาถือหุ้นและมีบทบาทของ Sinatra  ส่งผลให้แบรนด์ของ Shawn เริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยวิสัยทัศน์ทางด้านการตลาดและฝีมือการบริหารของเขา โดยทั้งสองคนร่วมมือกันผลักดันให้ Stüssyเริ่มกลายเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลกโดยที่ Shawn รับตำแหน่งเป็นครีเอทีฟดูแลด้านการออกแบบ และตัวของ Sinatra เป็นผู้ดูและด้านการตลาดโดยเขาได้นำเอาวิสัยทัศน์ในการเป็นนักธุรกิจของเขามาใช้ร่วมกับกางสร้างแบรนด์แฟชั่น เริ่มจากการที่พวกเขาสร้างวัฒนธรรมเฉพาะตัวของแบรนด์ Stüssy ขึ้นมา ด้วยแนวคิดที่อยากให้แบรนด์แฟชั่นที่ขายเพียงแค่เสื้อผ้าเหมือนคู่แข่งในท้องตลาดด้วย

การเริ่มร่วมงานกับศิลปินวงหรือดนตรีที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมป๊อบคัลเจอร์ของโลกในช่วงเวลานั้น โดยพวกเขาเรียกวัฒนธรรมนั้นว่า Insternational Stussy Tribe หรือ IST ผลงานเด่นในช่วงแรกของ Stüssy ที่ทำร่วมกับศิลปินนั่นคือการออกแบบหน้าปกอัลบั้มให้กับ Malcolm Mclaren แฟนหนุ่มของ Vivien Westwood ดีไซน์เนอร์ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในวงการพั้งค์ และเป็นการแสดงถึงจุดยืนที่ว่า Stussy เหนือกว่าทุกแบรนด์ในยุคนั้น

stussy-international-stussy-tribe
International-Stussy-Tribe

อีกหนึ่งกำลังสำคัญที่ช่วยผลักดันวัฒนธรรมในแบบของ Stüssy ให้ประสบความสำเร็จนอกจาก Shanw และ Sinatra แล้วคงต้องยกเครดิตให้กับครีเอทีฟรุ่นใหม่ในยุคนั้นอย่าง Hiroshi Fujiwara, Gayton, Turnbull และ Koppelman ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ต่างมีส่วนร่วมผลักดันให้ Stüssyกลายเป็นที่ยอมรับในประเทศของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น Hiroshi Fujiwara เจ้าพ่อแห่งวงการสตรีทแฟชั่นแดนปลาดิบในวัยหนุ่มก็เคยร่วมงานกับ Stüssy และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของแบรนด์กลายเป็นที่รู้จักในประเทศญี่ปุ่นด้วยการจัดงานปาร์ตี้ของ Stüssy ขึ้นเป็นประจำ

ในปี 1992 แบรนด์ Stüssy เติบโตขึ้นอีกขั้นด้วยการเปิดร้าน Stüssy Union ขึ้นที่ย่าน La Brea ในกรุงลอสแอนเจลิส โดยเป็นร้านขนาดใหญ่ที่แบ่งเป็นสองส่วนนั่นคือส่วนของ Stüssy โดยเฉพาะ ซึ่งถูกแบ่งแยกจากแบรนด์อื่นที่วางจำหน่ายในร้าน

stussy-4

แม้ว่า Stüssy จะประสบความสำเร็จอย่างงดงามในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ก็เริ่มมีข่าวลืออย่างหนาหูว่าตัวของ Shawn เองนั้นเริ่มไม่พอใจทิศทางของแบรนด์เท่าไรนัก ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วของแบรนด์ซึ่งเกิดจากวิสัยทัศน์ทางธุรกิจของ Sinatra ซึ่งหลายครั้งมักจะมีความเห็นที่ไม่ลองรอยกับเขาที่รับหน้าที่เป็นครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ รวมถึงตัวของ Shawn อยากจะแบ่งเวลาในการทำงานมาให้กับครอบครัวมากกว่าที่เป็นอยู่ สุดท้ายในเดือนมกราคมปี 1996 เขาก็ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท แต่ยังคงควบตำแหน่งครีเอทีฟและดูแลกิจการของร้านสาขา New York และ LA อยู่ด้วย แต่ท้ายที่สุดเขาก็ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดให้แก่ Sinata และยุติบทบาททุกอย่างของแบรนด์ที่เขาปลุกปั้นมากับมือในปีเดียวกันนั้นเอง

ภายหลังจากที่ Shanw วางมือจากตำแหน่งประธานบริหารบริษัท เขาก็หายหน้าหายตาไปจากวงการสตรีทแฟชั่นพักใหญ่เพื่อใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับครอบครัวตามที่เขาเคยให้เหตุผลไว้ในการอำลาจากแบรนด์ที่เขาสร้างขึ้นในวัยหนุ่ม จนในที่สุดเมื่อปี 2008 ตัวของเขาได้สร้างธุรกิจขนาดเล็กของตนเองขึ้นมาใหม่ภานใต้ชื่อ S/Double Project ซึ่งเป็นโปรเจ็คส่วนตัวที่เขาทำขึ้นเพื่อสนองความคลั่งไคล้ในการเล่นเซิร์ฟบอร์ดของตนเอง นั่นคือการหวนกลับสู่วันแรกที่เขาสร้างธุรกิจของตนเองขึ้นมาด้วยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกระดานโต้คลื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

s-double-2014-2015-aw-collection-08-15-start-l

Design & Art Direction

แม้ตัวของ Shawn จะวางมือจากการเป็นผู้บริหารและครีเอทีฟของแบรนด์ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบเท่าไรนักต่อยอดขายของแบรนด์ เพราะ Stüssy ยังคงเดินหน้ากอบโกยกำไรจากสินค้าของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง ด้วยทิศทางของแบรนด์ซึ่งถูกวางไว้อย่างแน่ชัดตั้งแต่สมัยที่ Shanw ยังทำหน้าที่อยู่ โดยเฉพาะลายเซ็นของเขาที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของ Stussy ก็ไม่ได้จากไปพร้อมกับตัวเขาด้วย  ส่งผลให้ลายกราฟิกของแบรนด์นั้นค่อนข้างมีเอกลักษณ์คงเดิมตลอดเวลาแม้ว่าจะเปลี่ยนผ่านครีเอทีฟไดเร็คเตอร์กี่คนก็ตาม

นอกจากลายเซ็นของ Shawn ที่เป็นลายกราฟิกหลักของแบรนด์แล้ว Stüssy  ยังนับเป็นแบรนด์สตรีทแรกๆ ที่หยิบเอาสัญลักษณ์ของแบรนด์ Hi-End อย่าง Chanel มา Parody ใหม่จนเกิดเป็นลายกราฟิกของตนเองที่คุ้นตาเหล่าแฟชั่นนิสต้าทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอักษร C ไขว้ รวมไปถึงเครื่องหมาย No.5 บนขวดน้ำหอมของแบรนด์ดัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูก Stussy หยิบมาดัดแปลงเล็กน้อยเกิดเป็นสัญลักษณ์ Double S และ Stussy No.4 อันโด่งดัง

qwnuttwgv8unuvpfycf4
stussy-no-4-glasses-tee-p89967-168195_image
smart-magazine-stussy-stock-link-tshirt-2

อีกทั้งพวกเขายังคงผลิตคอลเลคชั่นพิเศษออกมาเพื่อตอกย้ำทิศทางของแบรนด์อยู่อย่างสม่ำเสมอ อย่างคอลเลคชั่นที่ Stüssy  ร่วมกับรายการ YO! MTV Rapsที่น่าจะคุ้นเคยกับใครหลายคนเป็นอย่างดี โดยพวกเขาได้นำเอาภาพของศิลปินฮิปฮอปชื่อดังในยุคนั้นอย่าง Pubilc Enemy, Rakim, Eric B, De La Soul มาสกรีนลงบนเสื้อพร้อมด้วยลวดลายกราฟิกที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของ Stussy ที่มีต่อดนตรีฮิปฮอปอีกด้วย

the-hundreds-stussy

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ Stüssy แตกต่างจากแบรนด์แฟชั่นที่เกิดขึ้นในยุคเดียวกันนั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องอาร์ตไดเร็กชั่นของแบรนด์ ที่สื่อสารกับลูกค้าผ่านทางแคมเปญโฆษณาและอาร์ตเวิร์คต่างๆ แม้ในยุคแรก Stüssy เลือกที่จะใช้ภาพในการโปรโมทสิ้นค้าอย่างง่ายๆ ด้วยภาพถ่ายจากทีมงาน หรือการเลือกใช้ตัวของ Shawn เองเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าในบางครั้ง แต่เมื่อแบรนด์เริ่มเติบโตขึ้น พวกเขาก็ไม่ปิดกั้นที่จะเลือกใช้ช่างภาพที่มีฝีมือมาถ่ายทอดภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้คนทั่วไปได้มองเห็นภาพกันง่ายขึ้น

แต่การเลือกใช้ช่างภาพของ Stüssy นั้นไม่ได้มองถึงเรื่องฝีมือของช่างภาพเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พวกเขากลับมองถึงคาแรคเตอร์ของช่างภาพแต่ละคนที่จะมานำเสนออารมณ์ของแบรนด์ผ่านทาง Lookbook และแคมเปญต่างๆ แน่นอนว่าช่างภาพที่เคยสร้างสรรค์ผลงานให้กับ Stüssy ล้วนแต่เป็นช่างภาพชื่อดังระดับโลกที่มีสไตล์ผลงานที่ชัดเจนและตัวตนที่เด่นชัดไม่ว่าจะเป็น Ron Leighton, David Dobson, Juergen Teller, Terry Richardson, Laurence Passera, Kenneth Cappello ซึ่งภาพถ่ายเหล่านั้นถูกนำมาผสมผสานเข้ากับอาร์ตเวิร์กอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ จนเกิดเป็นภาพที่มีลักษณะเฉพาะตัวในแบบของ Stüssy เอง ซึ่งนับตั้งแต่ช่วงปี 80s ทางแบรนด์เองได้ถ่ายทอดดีเอ็นเอของงานโฆษณาเหล่านี้ไว้ได้อย่างครบถ้วนจนถึงปัจจุบัน  

Ron-Leighton-for-Stussy-2
Shot+A
Shot+O

นอกจากสินค้าประเภทเครื่องแต่งกายแล้ว Stüssy ยังเปิดร้านที่ชื่อว่า Stüssy Livin’ General Store ขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในส่วนของไลน์สินค้า Stüssy Livin’ นั้นจะเป็นเครื่องใช้เกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ที่มักจะใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนอย่างชุดจานชาม ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่อย่างเช่นโต๊ะและเก้าอี้ รวมไปถึงยังมีสินค้าสำหรับการแคมป์ปิ้งจำหน่ายอีกด้วย โดยสินค้าส่วนใหญ่จะเน้นไปที่ดีไซน์และความเรียบง่าย สามารถใช้สอยได้ทุกวันและไม่เป็นสินค้าแฟชั่นมากเกินไป

STUSSY_Livin_GENERAL_STORE2
stussy-livin-general-store-spring-summer-2013-collection-lookbook-1

Collaboration

นับตั้งแต่ปี 2000 Stüssy กลายเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญของแบรนด์รองเท้ากีฬายักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Nike ผลิตรองเท้ารุ่นพิเศษออกมาร่วมกันอยู่บ่อยครั้ง โดยรองเท้าที่ทั้งคู่ร่วมงานกันเป็นครั้งแรกคือการหยิบเอารองเท้าโมเดลคลาสสิคอย่าง Air Huarache LE มาปรับเปลี่ยนคู่สีใหม่ที่เน้นความเรียบง่ายด้วยสีสันสไตล์ earth tone ซึ่งกลายเป็นจุดขายของงาน collaboration รองเท้าจาก Stüssy ในยุคถัดมาที่ส่วนใหญ่จะเน้นที่การเล่นกับคู่สีและวัสดุเกรดพรีเมี่ยมมากกว่าการใช้

ถัดมาในปีมาในปี 2001 Stüssy และ Nike ได้ร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่งด้วยการเปิดตัวรองเท้ารุ่นพิเศษอย่าง Nike Dunk Hi รองเท้าสเก็ตบอร์ดยอดฮิตในช่วงเวลาดังกล่าวที่ยังคงใช้คู่สีแบบเรียบง่ายเช่นเดียวกับ Air Huarache LE ที่ถูกผลิตขึ้นมาก่อนหน้า ต่อด้วยโมเดล Nike SB Low Pro SB อีกครั้งในปี 2002 ที่ทั้งสองแบรนด์เลือกใช้สีชมพูตัดกับน้ำตาล กลายเป็นหนึ่งในรองเท้าที่ sneakerhead หลายคนจดจำกันได้เป็นอย่างดี และต้องการมีไว้ในครอบครอง และหลังจากนั้นทั้ง Nike และ Stüssy ก็เป็นขาประจำที่สร้างผลงานร่วมกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

StussyNike-SNS04-13213
nike-huarache-le
nike-terminator
nike-all-court (1)

ไม่ใช่เฉพาะแต่ Nike เท่านั้นที่ทาง Stüssy มีโอกาสร่วมงานด้วย แต่รวมถึงรองเท้าแบรนด์ดังอื่นอย่าง Vans, Converse, New Balance, Timberland, Dr. Martens และยังรวมไปถึงการ collaboration กับงานศิลปะแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนดัวอย่าง Bravis and Butthead ซูปเปอร์ฮีโร่จาก Marvel Comics และศิลปินสตรีทอาร์ตชื่อก้องโลกอย่าง Kaws

นอกจากจะเดินหน้าสร้างผลงาน collaboration กับสินค้าประเภท sneaker มาสูบเงินในกระเป๋าของเหล่านักสะสมแล้ว Stüssy ยังร่วมกับแบรนด์แฟชั่นและแบรนด์สตรีทในยุคเดียวกันผลิตผลงานที่น่าจดจำอีกมากมาย เช่นการร่วมงานกับ Neighborhood, BAPE, G-Shock, Porter, Carharrt  หรือคอลเลคชั่นฉลองครบรอบ 30 ปี กับแบรนด์สตรีทชื่อดังอย่างอย่าง Supreme

stussy-converse-chuck-taylor-all-star-70-00
bape-stussy-ill-collaboration-2-0
10-mythical-items-stussy-PREMEEE
iqc9hyounujhuurlfwwf
enrnv34o7kagwlys122m
gshock-feature

Today

ระยะเวลาจะล่วงเลยมากว่า 30 ปี นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมา แต่มนต์เสน่ห์ของ Stüssy ก็ยังคงตราตรึงอยู่ในใจคนรักสตรีทแวร์ทั่วโลก และยังสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าออกมาสู่วงการแฟชั่นอย่างสม่ำเสมอ และส่วนสำคัญที่ Stüssy และแบรนด์สตรีทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกมีคล้ายกันนั่นคือการรักษาเอกลักษณ์และจุดยืนของแบรนด์อย่างมั่นคง ไม่ว่าเทรนด์โลกจะหมุนเปลี่ยนไปอย่างไรในระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่ Stüssy ไม่เคยเปลี่ยนทิศทางของแบรนด์ไปเลย ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ของสินค้าหรือลายกราฟิก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนถึงความแน่วแน่ของแบรนด์ที่ต้องการจะนำเสนอวัฒนธรรมมากกว่าเครื่องแต่งกาย

แม้ปัจจุบันนี้เทรนด์การแต่งกายแนวสตรีทแวร์ได้กลับมารับความนิยมอีกครั้ง และมีแบรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นให้ผู้บริโภคเลือกซื้อกันอย่างมากมายนับไม่ถ้วน แต่ Stüssy ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะคุณภาพของสินค้าที่เหมาะสมกับราคา รวมไปถึงลายกราฟิกที่ทางแบรนด์ตั้งใจนำเสนอนั้นสามารถตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าผู้ที่รักการแต่งกายได้อย่างดี อีกทั้งยังมีเรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจไม่แพ้แบรนด์สตรีทใดในโลก และเราหวังว่าจะได้เห็นStüssy ผลิตผลงานที่ดีออกมาให้พวกเราได้เป็นเจ้าของไปอีกนานเท่านาน

stussy-vintage-ad-past
You may also like
featured on Sneak
#COPTHATKICKS : Stella McCartney X Adidas Stan Smith Sneakers รองเท้าผ้าใบที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

เมื่อ Stella McCartney ร่วมมือกับ Adidas หยิบรองเท้ารุ่น Iconic ของแบรนด์มาปัดฝุ่นใส่เทคโนโลยีในการตัดเย็บด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแบบฉบับของแบรนด์ Stella McCartney ที่ปราศจากการใช้หนังสัตว์อย่างสิ้นเชิงในรองเท้ารุ่นนี้

#SneakOut : Benjamin Joeseph Varney หนุ่มลูกครึ่งมาดเซอร์กับ fashion set หน้าหนาว

พบกับบทสัมภาษณ์นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี พร้อมชม Fashion Set ต้อนรับอากาศเย็น กับหนุ่ม เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี

ครั้งแรกในไทยกับงานเปิดตัว Installation Art สุดล้ำ SORAYAMA Space Park by AMKK AT Central Embassy

ครั้งแรกในเมืองไทยและเป็นที่แรกของโลก กับการคอลแลปส์ของสองศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างกัน แต่สร้างสรรค์ผลงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

#SneakOut: ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ สาวลุคเท่ห์ที่โด่งดังจากโลกออนไลน์มาสู่นักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้

มาทำความรู้จักกับเธอใน #SneakOut บทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพร้อมแฟชั่นเซ็ทมันส์ๆจาก BAPE THAILAND

#SneakOut : แชมป์​ นครินทร์ จรูญวิทยา หรือ Maiyarap เจ้าของรางวัลชนะเลิศจากรายการ The Rapper Season 2

บทสัมภาษณ์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนที่กำลังพยายามค้นหาตัวเอง

#SneakOut : Junior กรวิชญ์​ หนุ่มไซส์เล็กผู้ที่มีสไตล์การแต่งตัวโดดเด่นและน่าติดตามที่สุดคนหนึ่ง

กรวิชญ์​ สูงกิจบูลย์ หรือจูเนียร์ หนุ่มหล่อเสียงดีผู้เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วจากเวทีระดับประเทศอย่าง The Star วันนี้เราจะมาพูดคุยกับเขาในมุมที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยฟังเขาเล่าที่ไหนและอัตเดทผลงานที่บ่งบอกตัวตนของเขาได้ชัดเจนที่สุด

Interview : สัมภาษณ์ Daboyway ถึงเพลงใหม่ล่าสุด และความคืบหน้าของ Album เดี่ยวแรกของเขา ภายใต้สังกัด Def Jam Thailand

Daboyway หนึ่งในสมาชิกวงฮิปฮอปสุดเก๋าอย่าง Thaitanium กำลังจะมี Album เดี่ยวแรกของตัวเองภายใต้สังกัด Def Jam Thailand แห่ง Universal Music Group ซึ่งเป็นค่ายที่อยู่เบื้องหลังและมีศิลปิน hip hop ร่วมสังกัดอยู่มากมาย อาทิเช่น Kanye West, Nas, YG, Pusha T, Fabolous วันนึงเราจึงขอนัดคุยกับ Daboyway เพื่อพูดถึงเรื่องเพลงใหม่ล่าสุด รวมถึงบทบาทอื่นๆในวงการ hip hop ที่กำลังจะเกิดขึ้นของเขา

#SneakOut : มุมมองและความรู้สึกที่มีต่อวงการฮิปฮอปในยุคปัจจุบันผ่านสายตาของ Khan Thaitanium

#SneakOut วันนี้จะพาคุณมาพูดคุยถึงความรู้สึกและมุมมองต่อวงการฮิปฮอปของบ้านเราในปัจจุบัน กับหนึ่งในแร็ปเปอร์มากฝีมือลำดับแถวหน้าของเมืองไทยอย่าง “ขันเงิน เนื้อนวล” แร็ปเปอร์หนุ่มแห่งวง Thaitanium ผู้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนวงการฮิปฮอปไทยนับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจวบจนถึงทุกวันนี้

บรรยากาศงานปาร์ตี้เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดของ Blackbarrett by Neil Barrett ที่ร้าน Upperground เมื่อคืนวันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ผ่านไปแล้วกับงานปาร์ตี้เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดของ Blackbarrett by Neil Barrett แบรนด์เสื้อผ้าที่เป็นผลงงานการออกแบบของ Neil Barrett ดีไซน์เนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษที่เคยร่วมงานกับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Prada และ Gucci มาแล้ว เมื่อช่วงเย็นของวันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

10 สุดยอดสนีกเกอร์ที่เราคิดว่าคือที่สุดในปี 2018 ที่ผ่านมา

ตลอดช่วงปี 2018 ที่ผ่านมาถือเป็นอีกหนึ่งปีที่วงการสนีกเกอร์ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าแบรนด์เล็กหรือใหญ่ต่างพากันสร้างสรรค์รองเท้าสุดพิเศษเพื่อออกมาเอาใจเหล่าสนีกเกอร์เฮดด้วยจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมามีรองเท้ารุ่นเด็ดออกมาสู่ท้องตลาดแทบนับไม่ถ้วน แต่ในบรรดาสนีกเกอร์หลายร้อยคู่ที่ออกวางจำหน่ายในปีที่แล้ว นี่คือรองเท้าที่ SneakTheStreet คัดมาแล้วว่าน่าสนใจมากที่สุดในปี 2018 ที่ผ่านมา

About

เว็บไซต์ SneakTheStreet ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายในการนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับ รองเท้าผ้าใบ, เครื่องแต่งกาย, ศิลปะ, ดนตรี และบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยเราหวังว่าจะมีส่วนร่วมในการอัพเดตข่าวสารและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับแฟชั่น และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้เกิดสังคมที่มีความเข้าใจวัฒนธรรมสตีทมากขึ้น ดังนั้น SneakTheStreet จึงเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นทั้งบทความและข่าวสารเกี่ยวกับวงการแฟชั่นทั่วโลก

Subscribe our newsletter