Feb 24, 2021
ประวัติวง “Daft Punk” จากคำดูถูก สู่คำว่าสำเร็จ

อยู่ ๆ ก็มีข่าวที่ทำให้แฟนเพลงทั่วโลกต้องตกอยู่ในอาการช็อคไปตาม ๆ กัน เมื่อวงอิเล็กทรอนิกส์ดูโอ้ระดับตำนานอย่าง Daft Punk ประกาศแยกทางกัน หลังร่วมสร้างตำนานทางดนตรีมาเนิ่นนานกว่า 28 ปี

โดยก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้มีวี่แววที่จะให้แฟนเพลงได้เตรียมตัวเตรียมใจเลยสักนิด จนล่าสุดในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทาง Daft Punk ได้ปล่อยคลิปความยาว 8 นาที ในชื่อ “Epilogue” ซึ่งเนื้อหาของวิดีโอถูกนำมาจากตอนหนึ่งของภาพยนต์เรื่อง “Electroma” ที่ถูกสร้างและเขียนบทโดย Daft Punk เอง และมีภาพตอนหนึ่งที่ทั้งคู่เดินแยกจากกันในทะเลทราย จากนั้นก็เกิดการระเบิดตัวเองเป็นชิ้นส่วนกระจัดกระจาย ปิดท้ายด้วยสัญลักษณ์รูปมือของทั้งคู่และข้อความ “1993-2021” เป็นนัยถึงการจากลา

จริง ๆ แล้วแฟนเพลงยุคนี้ หลายคนรู้จัก Daft Punk ในแง่ของความสำเร็จทางดนตรีอย่างมหาศาล เทียบชั้นระดับตำนานของวงการ และมีเอกลักษณ์ที่จดจำได้เป็นอย่างดีจากหมวกหน้ากากหุ่นยนต์สีเงินและสีทองที่ไม่ว่าจะไปปรากฏตัวที่ไหนก็ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักพวกเขาอย่างแน่นอน

แต่ใครจะรับรู้บ้างว่ากว่าที่จะมาเป็น Daft Punk ไอคอนแห่งวงการเพลงอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ พวกเขาต้องฝ่าฟันคำวิจารณ์ ดูถูก เหยียดหยามต่าง ๆ นานาชนิดที่ว่าใครโดนเข้ากับตัวเองอาจจะเจ็บปวด จนหมดกำลังใจในเส้นทางที่ตัวเองกำลังเดินอยู่ก็เป็นได้ แต่สำหรับพวกเขาแล้วมันไม่ใช่…แล้วเรื่องราวตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง วันนี้ Sneak The Street จะขอเล่าให้ฟัง

ก่อนจะเป็น Daft Punk

ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ “Guy-Manuel de Homem-Christo” และ “Thomas Bangalter” เป็นเพื่อนซี้กันตั้งแต่เรียนมัธยม ในวัย 12 ขวบ ทั้งคู่เป็นนักดนตรีและด้วยวัยที่เริ่มคึกคะนองย่างเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนของความขบถก็เริ่มพุ่งพล่านในตัวพวกเขา จึงไม่รอช้าทั้งคู่ได้เริ่มก่อร่างสร้างวงดนตรีร่วมกับ “Laurent Brancowitz” (มือกีตาร์วง Phoenix ในปัจจุบัน) กลายเป็นวงพังก์ร็อกเล็ก ๆ ในชื่อว่า Darlin’ โดยพวกเขาได้ชื่อนี้มาจากชื่อเพลงของวงร็อกอเมริกันรุ่นเก๋าอย่างวง “The Beach Boys” ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการเพลงร็อกในยุค 60s และมีอิทธิพลต่อดนตรีในยุคหลัง ๆ นั่นเอง
แต่ไม่รู้ว่าการแจ้งเกิดครั้งนี้จะเป็นการแจ้งเกิดผิดที่หรือเปล่า เพราะนอกจากเพลงจะไม่ดังเปรี้ยงปร้างอย่างที่หวังแล้ว เพลงยังดันไปเข้าหูนักวิจารณ์ดนตรีแห่งนิตยสาร Melody Maker จากอังกฤษ นามว่า “Dave Jennings” เข้าอย่างจัง ผลปรากฏว่าเละสิครับ เละจนไม่เหลือชิ้นดี เพราะ Dave Jennings ได้บรรจงสะบัดปากกาวิจารณ์เพลงนี้อย่างหนักหน่วงรุนแรงประดุจระเบิดปรมาณูลงบนหัวใจนักดนตรีที่กำลังล่าฝันอย่าง 3 หนุ่มวง Darlin’ ว่า “A Daft Punky Thrash” หรือแปลเป็นไทยอย่างเจ็บแสบได้ว่า “เพลงพังก์ขยะของพวกโง่เง่า” นั่นเอง
เมื่อได้ชื่อวงมาแล้ว Darlin’ ก็ต้องมีเพลงเป็นของตัวเองสักที เพื่อประกาศศักดาความเป็นพังก์ของวัยรุ่นฝรั่งเศสออกมาให้โลกได้รับรู้ พวกเขาจึงปล่อยเพลง “Cindy, So Loud” เป็นเพลงแจ้งเกิดของวง พร้อมความหวังในการเป็นนักดนตรีที่โด่งดังตามความฝันของวัยรุ่นหลาย ๆ คน (เพลงนี้เพื่อน ๆ สามารถหาฟังกันใน Youtube ได้อยู่นะครับ)
Daft Punk
กีย์ มานูเอล เดอ โฮเมม–คริสโต (หุ่นยนต์ทอง) ขวาคือโทมัส แบงกาลเตอร์ (หุ่นยนต์เงิน)
ขนาดเราเองที่ไม่ใช่เจ้าของผลงานได้เห็นคำวิจารณ์เช่นนี้ก็ยังรู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย เปรียบเหมือนการได้อ่านคอมเมนต์ด่าทางโซเชียลมีเดียของยุคนี้ยังไงอย่างงั้นเลย ใครที่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้ก็ย่อมเข้าใจความรู้สึกของเหล่าหนุ่ม ๆ วง Darlin’ เป็นอย่างดี ถึงแม้ผลงานที่พวกเขาทำออกมานั้นจะไม่ได้เลิศเลอเพอร์เฟคพอที่จะโต้แย้งคำวิจารณ์ได้ แต่พวกเขาก็ทำมันด้วยความฝัน ความตั้งใจและความห้าวหาญตามแบบฉบับวัยรุ่นพังก์หัวขบถ ณ เวลานั้น
แต่ในที่สุดสมาชิกของ Darlin’ อย่าง Laurent Brancowitz ก็ได้ตัดสินใจขอแยกทางกับวง เพื่อไปร่วมงานกับ “Phoenix” ซึ่งเป็นวงของน้องชายตัวเองแทน จนกลายเป็นวงอินดี้ป๊อบที่มีชื่อเสียงในภายหลังจนถึงปัจจุบันนั่นเอง
ส่วนทางด้านเพื่อนซี้ Guy-Manuel และ Thomas ที่เหลือกันอยู่ 2 คนกลายเป็นคู่หูดูโอ้ พวกเขาไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อคำวิจารณ์และไม่คิดที่จะหันหลังกลับ แต่กลับขอเดินหน้าต่อในเส้นทางสายดนตรี ด้วยการเก็บคำวิจารณ์ดูถูกนั้นมาเป็นพลัง
หลังจากนั้นไม่นาน Guy-Manuel และ Thomas ได้มีโอกาสเข้าร่วม Rave Party หนึ่งที่บนชั้นดาดฟ้าของตึกใน Paris ที่นั่นทำให้เค้ารู้จักกับดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มตัว พวกเขาสังเกตเห็นพฤติกรรมของคนต่อเพลงเหล่านั้น พวกเขารู้ดีทันทีว่าควรจะทำอะไรต่อ และพวกเขาก็เริ่มทำเพลง Electronic ตั้งแต่นั้นมาพวกเขาเปลี่ยนสไตล์ ฉีกแนวเพลงเดิม มุ่งสู่การเป็นวงดนตรีแนวอิเล็กทรอนิกส์อย่างเต็มตัว พร้อมกับไม่ลืมนำคำวิจารณ์อันแสนเจ็บปวดนั้นมากร่อนคำ เพื่อขนานนามตัวเองใหม่ว่า “Daft Punk” แล้วใช้มันผลักดันตัวเองให้ประสบความสำเร็จในเส้นทางดนตรีให้จงได้

Daft Punk ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว

 

ในปี 1993 คู่หูดูโอ้ที่เพิ่งได้นามใหม่หมาด ๆ ว่า Daft Punk ได้เริ่มสตาร์ทความฝันอีกครั้ง คราวนี้พวกเขาเดินเข้าไปยังค่ายเพลง Soma Recordings เพื่อนำเดโมเพลงแนวอิเล็กโทรเฮาส์ (Electro House) ที่ทำขึ้นไปเสนอ และหวังว่านี่จะเป็นก้าวแรกที่ดีภายใต้ชื่อใหม่ของพวกเขา ผลปรากฏว่า ทางค่ายเพลงก็ให้ความสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเริ่มนำเพลงในเดโมมาตัดเป็น EP แล้วผลิตออกมาในจำนวนจำกัดก่อน คล้าย ๆ กับการปล่อยซิงเกิลลงใน Youtube เหมือนในปัจจุบัน เพื่อดูผลตอบรับจากแฟนเพลงว่าจะให้พวกเขาได้ไปต่อในวงการนี้หรือไม่ และแน่นอนว่าพวกเขาได้ไปต่อ

 

ก้าวแรกภายใต้ชื่อ Daft Punk นั้นถือว่าแตกต่างจากวงเก่าของพวกเขาลิบลับ ฉะนั้นอย่ารอช้า เมื่อโอกาสมาก็ต้องคว้าไว้ พวกเขาเริ่มทำเพลงใหม่กันต่อ โดยเริ่มต้นจากซิงเกิล “The New Wave” ในปี 1994 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี ถัดมาเป็นซิงเกิล“Da Funk” ในปี 1995 ก่อนที่โอกาสครั้งสำคัญในชีวิตจะเข้ามาถึง Daft Punk ตกเป็นเป้าหมายของค่ายใหญ่ๆมากมาย แต่สุดท้ายเขาก็เลือกเซ็นกับค่าย Virgin/EMI ด้วยข้อเสนอพ่วงที่สามารถให้โอกาสพวกเขาได้เซ็นสัญญาและตั้งค่ายเพลงเล็ก ๆ อยู่ภายใน ชื่อว่า “Daft Trax” เพื่อทำเพลงในแนวทางของพวกเขาเอง

Album แรก “Homework”

 

ในที่สุดเขาพวกก็ได้รับรางวัลอันคู่ควรสำหรับคนที่ไม่ยอมแพ้ในคำดูถูก Daft Punk ได้ให้กำเนิดอัลบั้มแรกที่มีชื่อว่า “Homework” ได้สำเร็จในปี 1997 แต่ไม่ใช่เป็นแค่การออกอัลบั้มธรรมดา ๆ เพราะความสำเร็จที่พวกเขาได้รับมันถล่มทลายเกินความคาดคิดไปมาก พวกเขาสามารถทำยอดขายทั่วโลกได้มากถึง 2 ล้านก็อปปี้ ทั้งยังติดชาร์ตอันดับหนึ่งบน US Billboard Hot Dance ติดชาร์ตสูงสุดอันดับ 3 ของฝรั่งเศส ติดชาร์ตอันดับ 8 บน UK Albums Chart และติดชาร์ตอันดับที่ 61 ใน Billboard Hot 100 ทำให้แนวดนตรี French House แมสขึ้นและกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

 

และคราวนี้ ดนตรีของพวกเขาก็ได้รับคำชื่นชมในแง่บวกมากมายจากเหล่านักวิจารณ์ ถือว่าเป็นก้าวแรกในชัยชนะคำดูถูกของพวกเขาเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ Daft Punk ยังเป็นที่จดจำมากยิ่งขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้แสดงสดเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยหน้ากากปิดบังใบหน้าหลากหลายรูปแบบ

 

ถึงตอนนี้ถือว่าพวกเขาได้รับเชื้อเพลิงดีดี เข้ามาแทนที่ปมการโดนดูถูกดูแคลน และพร้อมจะก้าวต่อไปในระดับโลกด้วยการปล่อยอัลบั้มที่สองที่มีชื่อว่า “Discovery” ในปี 2001 พร้อมพัฒนาดนตรีให้มีความเป็นฟังกี้ ดิสโก้ โพสต์ดิสโก้ และ อาร์แอนด์บี มากขึ้น จนได้รับผลตอบรับอย่างท่วมท้น จากซิงเกิลอย่าง “One More Time” และ “Harder, Better, Faster, Stronger” และจาก Album นี้เองที่ Daft Punk เริ่มสร้างเอกลักษณ์ด้วยการแต่งตัวเป็นหุ่นยนต์และสวมหมวกกันน๊อคอย่างเช่นวันนี้

เบื้องหลังของหน้ากาก

Daft Punk ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าหลายสำนักว่า วันที่ 9 กันยายน ปี 1999 เวลา 09:09 ในช่วงเช้า เกิดเหตุการระเบิดขึ้นใน studio ระหว่างทำเพลง เครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งเกิดระเบิดขึ้นระหว่างที่ทั้งคู่กำลังทำเพลง  พอรู้สึกตัวขึ้นมา พวกเขาทั้งคู่ก็กลายเป็นหุ่นยนต์
แต่ความเป็นจริงแล้ว ภายหลังจากที่ทั้งคู่ออกอัลบัมแรก “Homework” หลายสำนักสื่อติดต่อเข้ามาเพื่อทำสัมภาษณ์ ด้วยที่ทั้ง Guy-Manuel และ Thomas ต่างเป็นคนขี้อาย รวมถึงมีความคิดว่า เหตุผลที่ทั้งคู่เข้ามาทำเพลงและเป็นศิลปิน เพียงเพราะความหลงใหลในดนตรี ไม่ใช่เพราะความอย่างโด่งดัง หรือเป็นหน้าเป็นตา หลังจากนั้นไม่นานในช่วง album ที่ 2 อย่าง Alive ทั้งคู่ก็เริ่มปรากฏตัวในหน้ากากราคาถูก เพื่อปิดบังใบหน้าระหว่างให้สัมภาษณ์ จนได้พบกับกับผู้กำกับอย่าง Alex & Martin ผู้ที่เข้ามาร่วมออกแบบหน้ากากใหม่ให้ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนต์ที่ทั้งคู่ชอบในวัยเด็กอย่าง phantom of paradise จนเป็นเอกลักษณ์ของ Daft Punk ในปัจจุบัน
DAFT PUNK IN SAINT LAURENT
DAFT PUNK IN SAINT LAURENT

โกอินเตอร์

 

ในปี 2003 ในที่สุดผลงานของพวกเขาก็โกอินเตอร์ไปไกลถึงแดนปลาดิบ เมื่อทางวงมีโอกาสได้ร่วมงานกับ Toei Animation บริษัทผลิตแอนิเมชันยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น ในการผลิต DVD แอนิเมชันเรื่อง “Interstella 5555: The 5tory of the 5ecret 5tar 5ystem” ออกมา ซึ่งเป็นผลงานที่แปลกใหม่ในยุคนั้น เนื่องจากไม่มีไดอะล็อก มีเพียงซาวน์เอฟเฟก และเนื้อเรื่องที่ร้อยเรียงไปตามบทเพลงในอัลบั้ม

 

ตามมาด้วยการปล่อยอัลบั้ม “Human After All” ในปี 2005 จนสามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Dance/Electronic และคว้ารางวัล Grammy Awards สาขาเพลงอิเล็กทรอนิกส์/แดนซ์ ในปี 2006 ได้สำเร็จ  พร้อมทลายปมในใจจากการได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ทั่วโลกได้อีกครั้งหนึ่ง
นอกจากนี้พวกเขายังได้มีโอกาสในการสร้างผลงานทางภาพยนตร์อีกด้วย โดยร่วมกันเขียนบท และกำกับภาพในภาพยนตร์เรื่อง Electroma ที่ได้กล่าวไปแล้วเมื่อตอนต้น จนได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 2006 ไม่เพียงเท่านี้ ในปี 2010 ก็ได้ร่วมกันทำเพลง Original Soundtrack ให้กับภาพยนตร์ไซไฟสุดล้ำอย่าง Tron : Legacy อีกต่างหาก
จนในที่สุด ในปี 2013 พวกเขาก็กระทืบคำดูถูกเมื่อ 20 ปีที่แล้วให้จมดินอีกครั้ง กับการปล่อยอัลบั้มที่มีชื่อว่า “Random Access Memories” ซึ่งประสบความสำเร็จมากมายมหาศาลจนเรียกได้ว่าถึงขีดสุดของพวกเขา เพราะซิงเกิล “Get Lucky” ที่ได้ร่วมงานกับ “Pharrell Williams” และ “Nile Rodgers” โด่งดังเป็นพลุแตก จนเป็นเพลงหนึ่งที่มียอดขายในรูปแบบดิจิทัลที่ดีที่สุดในโลก พร้อมติดชาร์ตกว่า 30 ประเทศ และการันตีคุณภาพของอัลบั้มนี้ด้วยการกวาดรางวัล Grammy Awards ในปี 2014 ไปถึง 4 รางวัลใหญ่ด้วยกัน
เพื่อน ๆ อ่านมาถึงตรงนี้แล้วลองคิดดูเล่น ๆ ก็ได้นะครับว่า ถ้าสมาชิกวง Darlin’ ในวันนั้น ยอมพ่ายแพ้ต่อคำวิจารณ์และคำดูถูก จนไม่ก้าวเดินต่อไปในเส้นทางดนตรี วันนี้เราทุกคนก็คงไม่มีทางได้รู้จักวงดนตรีระดับตำนานที่ชื่อว่า Daft Punk อย่างแน่นอน และทาง Sneak The Street เองก็คงไม่มีโอกาสได้มาเขียนเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ทุกคนได้อ่าน และแม้ว่าในวันนี้ Daft Punk ได้ปิดตำนานของพวกเขาไปแล้ว แต่หวังว่าเรื่องราวของพวกเขาที่ได้ฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ จนประสบความสำเร็จ จะเป็นพลังให้ทุกคนฝ่าฟันช่วงเวลาที่ย่ำแย่ที่สุดของชีวิตไปได้เช่นกันนะครับ
featured on Sneak
ประวัติวง “Daft Punk” จากคำดูถูก สู่คำว่าสำเร็จ

อยู่ ๆ ก็มีข่าวที่ทำให้แฟนเพลงทั่วโลกต้องตกอยู่ในอาการช็อคไปตาม ๆ กัน เมื่อวงอิเล็กทรอนิกส์ดูโอ้ระดับตำนานอย่าง Daft Punk ประกาศแยกทางกัน หลังร่วมสร้างตำนานทางดนตรีมาเนิ่นนานกว่า 28 ปี

The Process : 15 ปีที่อุทิศให้กับดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ของ KINGKONG / MARMOSETS

อะไรในดนตรี อิเล็กทรอนิกส์ ที่ทำให้ปอนด์ (กฤษฎา วดีศิริศักดิ์) หรือ ที่เรารู้จักกันในนามว่าดีเจ Kingkong / Marmosets หลงใหล และใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีแขนงนี้ได้ยาวนานกว่า 15 ปี? นอกจากจะเป็นดีเจที่มีดีกรีเป็นถึงแชมป์ Heineken Dj Spin ปี 2006 แล้วเขายังเป็น Producer เจ้าของค่าย Zoo Studio รวมถึงล่าสุดกับตำแหน่ง A&R ของ Warner Music

BAPE THAILAND เปิดตัวเว็บไซต์นำสินค้ามาลดราคาสูงสุดถึง 40%

ถ้าใครเคยไป BAPE Pirate Store ที่ฮ่องกงหรือญี่ปุ่น คงพอจะนึกถึงบรรยากาศที่คุณจะได้เป็นเจ้าของสินค้าของ BAPE ในราคาพิเศษ (ซึ่งปกติแล้วแบรนด์นี้แทบจะไม่ลดราคาเลย ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนก็ตาม ไม่ต่างกับแบรนด์เนม)

#MYBEERCONNECTIONS Chooseless 5-Day Journey

#MYBEERCONNECTIONS Chooseless 5-Day Journey
พบกับอีกหนึ่งมิติใหม่ของ Lifestyle ที่เต็มไปด้วยความสร้างสรรค์แบบไม่รู้จบ

A BATHING APE POP UP STORE @SIAMDISCOVERY

ครั้งแรกกับที่แบรนด์สตรีทระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น A Bathing Ape หรือว่า BAPE® ได้เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในรูปแบบของ Pop Up Store ใจกลางกรุงเทพฯ

#COPTHATKICKS : Stella McCartney X Adidas Stan Smith Sneakers รองเท้าผ้าใบที่ใส่ใจในสิ่งแวดล้อม

เมื่อ Stella McCartney ร่วมมือกับ Adidas หยิบรองเท้ารุ่น Iconic ของแบรนด์มาปัดฝุ่นใส่เทคโนโลยีในการตัดเย็บด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแบบฉบับของแบรนด์ Stella McCartney ที่ปราศจากการใช้หนังสัตว์อย่างสิ้นเชิงในรองเท้ารุ่นนี้

#SneakOut : Benjamin Joeseph Varney หนุ่มลูกครึ่งมาดเซอร์กับ fashion set หน้าหนาว

พบกับบทสัมภาษณ์นักแสดงหนุ่มอารมณ์ดี พร้อมชม Fashion Set ต้อนรับอากาศเย็น กับหนุ่ม เบนจามิน โจเซฟ วาร์นี

ครั้งแรกในไทยกับงานเปิดตัว Installation Art สุดล้ำ SORAYAMA Space Park by AMKK AT Central Embassy

ครั้งแรกในเมืองไทยและเป็นที่แรกของโลก กับการคอลแลปส์ของสองศิลปินชาวญี่ปุ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างกัน แต่สร้างสรรค์ผลงานร่วมกันได้อย่างลงตัว

#SneakOut: ชัญญา แม็คคลอรี่ย์ สาวลุคเท่ห์ที่โด่งดังจากโลกออนไลน์มาสู่นักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้

มาทำความรู้จักกับเธอใน #SneakOut บทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกพร้อมแฟชั่นเซ็ทมันส์ๆจาก BAPE THAILAND

#SneakOut : แชมป์​ นครินทร์ จรูญวิทยา หรือ Maiyarap เจ้าของรางวัลชนะเลิศจากรายการ The Rapper Season 2

บทสัมภาษณ์ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคนที่กำลังพยายามค้นหาตัวเอง

About

เว็บไซต์ SneakTheStreet ถูกจัดทำขึ้นเพื่อเป้าหมายในการนำเสนอข้อมูลและข่าวสารเกี่ยวกับ รองเท้าผ้าใบ, เครื่องแต่งกาย, ศิลปะ, ดนตรี และบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ โดยเราหวังว่าจะมีส่วนร่วมในการอัพเดตข่าวสารและพัฒนาความรู้เกี่ยวกับแฟชั่น และกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์เพื่อผลักดันให้เกิดสังคมที่มีความเข้าใจวัฒนธรรมสตีทมากขึ้น ดังนั้น SneakTheStreet จึงเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นทั้งบทความและข่าวสารเกี่ยวกับวงการแฟชั่นทั่วโลก

Subscribe our newsletter